การตลาดธุรกิจโซลาร์เซลล์: ค่าคลิกแพงขึ้น ต้องปรับอะไรบ้าง
สาเหตุหลักคือผู้ให้บริการประมูล keyword เดียวกันมากขึ้น
เจ้าของธุรกิจโซลาร์เซลล์หลายรายเจอปัญหาเดียวกันในตอนนี้ คือค่าคลิกแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ lead ที่เข้ามากลับไม่ตรงกลุ่ม
การตลาดธุรกิจโซลาร์เซลล์ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ยิงแอดแล้วรอโทรศัพท์ ผมรวบรวมสิ่งที่ SMEJUMP เจอจากการทำโฆษณาให้ลูกค้าที่ผลิตแผงและติดตั้งโซลาร์เซลล์ มาเล่าตั้งแต่เรื่องค่าคลิกและ landing page ไปจนถึงวิธีทำให้ AI แนะนำบริษัทของคุณ
การตลาดธุรกิจโซลาร์เซลล์ ทำไมค่าคลิกแพงขึ้นเกือบเท่าตัว?
สาเหตุหลักคือผู้ให้บริการประมูล keyword เดียวกันมากขึ้น ในเคสของเรา keyword “รับติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน” แบบ Exact Match มีค่าคลิกราว 150 บาท ส่วนเมื่อ 3 ปีก่อนอยู่ราว 80 บาท
ช่วงนั้นตลาดยังเงียบ ค่าคลิกจึงไม่แพง แต่ตอนนี้ทั้งโรงงาน ห้างค้าปลีก และบ้านต่างหันมาติดโซลาร์ ผู้ให้บริการเลยแย่งกันหนัก
ตัวเลขของ กกพ. สะท้อนความคึกคักนี้ ฐานเศรษฐกิจรายงานว่าตั้งแต่ปี 2568 มีผู้ขอใบอนุญาตโซลาร์รูฟท็อปที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น 215 โครงการ กำลังผลิตรวมราว 628.5 เมกะวัตต์
เมื่อรัฐบาลประกาศสนับสนุนให้ครัวเรือนติดโซลาร์ คนค้นหาเรื่องนี้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีก ราคาประมูลจึงมีโอกาสขยับตาม ธุรกิจที่เตรียมระบบวัดผลไว้ก่อนจะรับมือได้ดีกว่า
ทำไมโฆษณาโซลาร์โรงงานถึงได้ lead จากบ้านเป็นส่วนใหญ่?
เพราะคนส่วนใหญ่ค้นหาด้วยคำกลางๆ เช่น “ติดตั้งโซล่าเซลล์” ซึ่งไม่ได้บอกว่าติดที่บ้านหรือโรงงาน ในเคสของเรา lead ที่เข้ามาจึงเป็นบ้านเสียส่วนใหญ่ ส่วน lead โรงงานหาได้ยากมาก
ทางแก้แรกคือบีบ keyword ให้แคบลง ใช้ Phrase Match หรือ Exact Match แล้วเพิ่ม negative keyword อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นคำว่า “บ้าน” และ “หลังคาบ้าน” เมื่อต้องการเจาะโรงงานเท่านั้น ปริมาณคลิกจะลดลง แต่คลิกที่เหลือจะตรงกลุ่มมากขึ้น
ส่วนฝั่งบ้านกลับเป็นโอกาส เพราะมีคนค้นหามากพอ และ lead มีโอกาสปิดได้สูง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับ offer ของแต่ละบริษัท เช่น สำรวจหน้างานฟรี หรือแพ็กเกจที่บอกราคาชัดเจน
ธุรกิจที่รับทั้งสองกลุ่มจึงควรแยกแคมเปญและ landing page ตามกลุ่ม เจ้าของบ้านอยากรู้ว่าค่าไฟลดลงเท่าไรและคืนทุนกี่ปี ส่วนโรงงานสนใจขนาดระบบและรูปแบบการลงทุน เช่น EPC หรือ PPA ถ้าใช้หน้าเดียวกัน ข้อความจะไม่ตรงกับใครเลย
ทำไมต้องวัดที่ลูกค้าที่ปิดงานได้ ไม่ใช่จำนวนฟอร์ม?
เพราะฟอร์มหนึ่งใบไม่ได้แปลว่าได้ลูกค้า บางใบเป็นคนแค่ถามราคา หรือเป็นบ้านทั้งที่ธุรกิจต้องการโรงงาน ตัวชี้วัดที่ควรดูคือต้นทุนต่อ lead ที่ปิดงานได้จริง
ลองดูตัวอย่างสมมติ แคมเปญ A ได้ 40 ฟอร์ม ใช้งบ 20,000 บาท ต้นทุนฟอร์มละ 500 บาท ดูน่าพอใจ แต่ถ้าปิดงานได้ 2 ราย ต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้จะอยู่ที่ 10,000 บาท
แคมเปญ B ได้เพียง 10 ฟอร์ม ใช้งบ 10,000 บาท ต้นทุนฟอร์มละ 1,000 บาท แต่ปิดงานได้ 2 ราย ต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้เหลือ 5,000 บาท แคมเปญ B จึงดีกว่า แม้ต้นทุนต่อฟอร์มจะแพงกว่าเท่าตัว
วิธีทำคือให้ทีมขายบันทึกผลของทุก lead ว่าปิดได้หรือไม่ และเป็นลูกค้ากลุ่มไหน แล้วนำมาเทียบกับแคมเปญต้นทางทุกเดือน ถ้าทำได้ ให้ส่งผลการปิดงานกลับไปที่ Google Ads ด้วย ระบบจะได้เรียนรู้จากลูกค้าที่ซื้อจริง ไม่ใช่แค่คนที่กรอกฟอร์ม
Landing page แบบไหนช่วยให้ conversion rate สูงขึ้น?
landing page ที่ดีต้องมีปุ่มติดต่อชัดเจนตั้งแต่หน้าจอแรก ทั้งปุ่ม LINE ปุ่มโทร และฟอร์มกรอกข้อมูล เราแนะนำให้มีฟอร์มด้วย เพราะหน้า Thank You บอกได้ตรงว่ามี lead เกิดขึ้น
แต่ฟอร์มทำให้ conversion rate ต่ำลง เพราะคนต้องกรอกข้อมูล ในเคสของเรา conversion rate ก่อนปรับหน้าเว็บอยู่ราว 1-5% หลังปรับและทดสอบ landing page หลายแบบ ขยับเป็นราว 5-10%
ผลนี้เกิดขึ้นเมื่อใช้ Maximize Conversions เป็นกลยุทธ์ประมูลควบคู่กัน ส่วนฟอร์มควรถามให้น้อยที่สุด เช่น ชื่อ เบอร์โทร และพื้นที่ที่ต้องการติดตั้ง เพื่อให้คนสนใจกรอกได้สะดวก
เว็บไซต์ควรเป็น WordPress เพราะสร้าง landing page หลายแบบไว้ทำ A/B test และเพิ่มบทความได้ง่าย หากทีมไม่มีเวลาดูแลแคมเปญและทดสอบหน้าเว็บทุกสัปดาห์ ลองปรึกษาบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่เคยทำเคสโซลาร์มาก่อน
AI Max ช่วยธุรกิจโซลาร์เซลล์ได้เมื่อไหร่?
AI Max ช่วยได้เมื่อ keyword ที่ใช้อยู่แคบเกินไป จนแคมเปญหาคำค้นใหม่ไม่เจอ Google ระบุในปี 2025 ว่าผู้ที่เปิด AI Max ได้คอนเวอร์ชันเพิ่มราว 14% ที่ CPA ใกล้เดิม และเพิ่มถึง 27% ในแคมเปญที่ใช้ Exact และ Phrase Match เป็นหลัก
ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลภายในของ Google และมีเงื่อนไข คือแคมเปญที่คอนเวอร์ชันกว่า 70% มาจาก Exact หรือ Phrase Match ในธุรกิจที่ไม่ใช่ค้าปลีก จึงใช้เป็นเป้าหมายรับประกันไม่ได้
เราเคยใช้ AI Max กับลูกค้ากลุ่มอื่นที่ keyword แคบเกินไป เพื่อหาคำค้นใหม่ที่ทำให้เกิด conversion แต่ต้องคุม negative keyword คู่กันเสมอ ส่วนธุรกิจโซลาร์ เรายังไม่เคยทดสอบทั้ง AI Max และ ChatGPT Ads โดยตรง
ใช้ Final URL Expansion อย่างไรไม่ให้เสียงบ?
ข้อควรระวังอีกข้อคือ Final URL Expansion ที่ส่งคนไปหน้าอื่นนอกเหนือจาก landing page ที่กำหนด เอกสาร Google Ads API ยกตัวอย่างว่าคำค้นหลายคำอาจพาคนไปลงบทความเก่าแล้วเด้งออก ซึ่งเสี่ยงมากขึ้นเมื่อ keyword ปนกันระหว่างโรงงานกับบ้านอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าจะเปิดใช้ Final URL Expansion เว็บไซต์ควรมีบทความเรื่องโซลาร์เซลล์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งโรงงานและบ้าน ระบบจะได้มีหน้าให้เลือกส่งคนไปตรงกับคำค้นหามากขึ้น
แต่ทุกบทความต้องวาง Call to Action ให้ชัดเจน ทั้งปุ่ม LINE ปุ่มโทร หรือฟอร์มกรอกข้อมูล เพราะต่อให้ระบบพาคนไปหน้าบทความ ไม่ใช่ landing page ที่เรากำหนด ก็ยังเกิด conversion ได้ หน้าไหนยังไม่พร้อม ให้ใช้ URL Exclusions กันออก แล้วเปิดรายงาน landing page ดูเป็นประจำ
ChatGPT Ads ควรเสริมเมื่อไหร่?
ChatGPT Ads เหมาะเป็นช่องทางเสริมเมื่อค่าคลิกบน Google สูงจนต้นทุนต่อ lead รับไม่ไหว OpenAI เปิดให้บริการในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2026 โฆษณาจะแสดงใต้คำตอบ และคนที่เห็นโฆษณาคือผู้ใช้แพ็กเกจ Free และ Go
จากที่เราทดสอบกับลูกค้ารายอื่น ค่าคลิกบน ChatGPT Ads ต่ำกว่า Google ชัดเจน ถ้าเทียบกับ keyword ที่ราคา 150-200 บาท บน ChatGPT Ads อาจเหลือราว 10-20 บาท
เราแนะนำให้ตั้ง objective ของแคมเปญเป็น Conversion เพื่อส่งคนเข้ามากรอกฟอร์มบนเว็บไซต์ กดปุ่ม LINE หรือกดปุ่มโทรศัพท์ เราทดสอบแคมเปญแบบนี้แล้ว และค่าคลิกยังไม่แพงเมื่อเทียบกับ Google Ads
แต่คลิกถูกไม่ได้แปลว่า lead ดี เพราะบทสนทนาอาจไม่ตรงกลุ่มเท่า Search Ads ระบบให้เลือกจ่ายแบบ CPM, CPC หรือ oCPC ซึ่งเป็นแบบที่ปรับตาม conversion และมี OpenAI Pixel กับ Conversions API ช่วยวัดผล (Marketing Oops 2026) จึงต้องตั้งการวัดฟอร์ม ปุ่ม LINE และปุ่มโทรให้พร้อมก่อนเริ่ม
ทำอย่างไรให้ AI แนะนำบริษัทโซลาร์ของคุณ?
ไม่มีสูตรรับประกันว่า AI จะแนะนำบริษัทไหน แต่เพิ่มโอกาสได้ด้วยเนื้อหาที่ตอบคำถามตรงประเด็น และมีข้อมูลยืนยันได้บนเว็บไซต์ ก่อนอื่นให้มีเว็บไซต์ที่เพิ่มบทความได้ ซึ่ง WordPress ทำได้ง่ายที่สุด
- เขียนบทความจากคำถามที่ลูกค้าถามจริง เช่น คืนทุนกี่ปี ต้องขออนุญาตไหม และ EPC กับ PPA ต่างกันอย่างไร
- เริ่มทุกหัวข้อด้วยคำตอบตรงๆ 2-3 ประโยค แล้วค่อยขยายความ
- ใส่ตัวเลข ผลงาน และชื่อแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้
- ใช้ชื่อบริษัท บริการ และพื้นที่ให้ตรงกันทุกที่ ทั้งเว็บไซต์ Google Business Profile และ Facebook
ใช้โฆษณาช่วยหาคำถามและ keyword ที่ปิดการขายได้จริง แล้วนำมาเขียนบทความ บทความจะเห็นผลช้ากว่าโฆษณา แต่อยู่ได้นานกว่า
เริ่มจากอะไรก่อนดี?
เริ่มจาก Search Ads ที่คุม keyword ได้ และวัดต้นทุนต่อ lead ที่ปิดได้จริง พร้อมปรับ landing page ให้พร้อมรับปริมาณค้นหาที่จะเพิ่มขึ้น
ส่วนงบ ถ้าเน้นงานโรงงาน ควรเริ่มที่ราว 50,000 บาทต่อเดือน เพราะค่าคลิกสูงและ lead หายาก แต่ถ้าเป็นงานติดตั้งโซลาร์บ้านทั่วไป เริ่มได้ที่ราว 30,000 บาทต่อเดือน
จากงบนั้น อาจแบ่งราว 15-20% ไปทำ Performance Max เพื่อให้ระบบหาลูกค้าในช่องทางอื่นของ Google เช่น YouTube และ Display ถ้ามีงบเพิ่มอีกราว 10,000-20,000 บาท ค่อยเสริม ChatGPT Ads โดยไม่ควรเปิดทุกช่องทางพร้อมกันตั้งแต่ต้น เพราะข้อมูลจะน้อยเกินกว่าจะเรียนรู้
เมื่อมีโฆษณาที่ได้ผลแล้ว ค่อยทดสอบ AI Max ทีละขั้น และเขียนบทความไปพร้อมกัน เพื่อให้ทั้งคนและ AI หาเจอบริษัทของคุณ
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!




