คิดยังไง วิธีวัดค่า ROI จากการทำ SEM?
วิธีวัดค่า ROI จากการทำ SEM ว่าโฆษณาคุ้มค่าหรือไม่
ทำ SEM แล้วคุ้มไหม? คู่มือวัดค่า ROI ฉบับเข้าใจง่าย จ่ายเงินไปต้องได้เงินคืน
หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดมักจะถามตัวเอง หลังจากรันแคมเปญ SEM (Search Engine Marketing) ไปสักพักก็คือ “เงินที่จ่ายให้ Google ไปทุกบาททุกสตางค์ มันคุ้มค่าจริงไหม?”
การดูแค่ยอดคลิก (Clicks) หรือยอดคนเห็นโฆษณา (Impressions) อาจทำให้เราใจฟู แต่บอกไม่ได้ว่าธุรกิจได้ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ดังนั้น ตัวเลขที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องคำนวณให้เป็นคือ ROI (Return on Investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุน วันนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีวัดค่า ROI จากการทำ SEM แบบทีละสเต็ปกัน
1. สูตรคำนวณ ROI ของ SEM
ก่อนจะไปคำนวณ เราต้องเข้าใจสูตรพื้นฐานกันก่อน ซึ่งสูตรของ ROI จะคิดออกมาเป็น เปอร์เซ็นต์ (%) ยิ่งตัวเลขสูง แปลว่าแคมเปญของคุณยิ่งประสบความสำเร็จ
💡 ข้อควรระวัง: “ค่าใช้จ่ายทั้งหมด” ในที่นี้ ไม่ใช่แค่ค่าโฆษณา (Ad Spend) ที่จ่ายให้ Google เท่านั้น แต่ควรนับรวม ต้นทุนสินค้า/บริการ (COGS) และ ค่าจ้างเอเจนซี่หรือทีมงาน (ถ้ามี) เข้าไปด้วย เพื่อให้ได้ค่า ROI ที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุด
2. 3 สเต็ปย่อยในการวัดค่า ROI ให้แม่นยำ
สเต็ปที่ 1: ติดตั้ง Conversion Tracking
ถ้าคุณไม่ติดแทร็กกิ้ง คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่ายอดขายมาจากคำค้นหา (Keyword) ไหน การติด Google Ads Conversion Tracking หรือเชื่อมต่อกับ Google Analytics 4 (GA4) จะช่วยให้เราบันทึกพฤติกรรมของลูกค้าได้ เช่น:
-
การกดสั่งซื้อสินค้าบนเว็บ
-
การกรอกฟอร์มติดต่อกลับ (Lead)
-
การกดปุ่มแอดไลน์ (Add Line) เพื่อทักแชท
สเต็ปที่ 2: กำหนดมูลค่าให้กับทุก Conversion (Assign Value)
-
สำหรับ E-commerce: อันนี้ง่ายมาก เพราะระบบจะดึงยอดซื้อจริงจากตะกร้าสินค้ามาคำนวณได้ทันที เช่น ลูกค้ากดซื้อของมูลค่า 2,500 บาท รายได้ตรงนี้ก็คือ 2,500 บาท
-
สำหรับธุรกิจบริการ/B2B (เน้น Lead): หากลูกค้ากรอกฟอร์ม 1 ครั้ง คุณต้องคำนวณย้อนกลับจากสถิติ เช่น ปกติแล้วใน 10 Leads ที่กรอกเข้ามา จะปิดการขายได้ 1 ราย และยอดขายเฉลี่ยต่อรายคือ 10,000 บาท หมายความว่า 1 Lead จะมีมูลค่าเท่ากับ 1,000 บาท (10,000 หาร 10)
สเต็ปที่ 3: รวบรวมตัวเลขและเข้าสูตรคำนวณ
ลองมาดูตัวอย่างสถานการณ์สมมติเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ:
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
| ยอดขายที่ได้จาก SEM | 150,000 |
| ค่าโฆษณา Google Ads | 30,000 |
| ต้นทุนสินค้า (COGS) | 50,000 |
| ค่าใช้จ่ายรวม (30,000 + 50,000) | 80,000 |
แทนค่าในสูตร:
ความหมาย: แคมเปญนี้คุณได้ ROI อยู่ที่ 87.5% หมายความว่า เงินทุกๆ 100 บาทที่ลงทุนไป คุณจะได้กำไรสุทธิกลับคืนมา 87.5 บาท นั่นเอง (ถือว่าแคมเปญนี้กำไรและไปต่อได้!)
3. มิติใหม่: ROAS vs ROI ต่างกันอย่างไร?
นักการตลาดสายยิงแอดมักจะคุ้นเคยกับคำว่า ROAS (Return on Ad Spend) ซึ่งมักจะโชว์อยู่บนหน้าแดชบอร์ดของ Google Ads
-
ROAS คิดจาก: $\frac{\text{รายได้}}{\text{ค่าโฆษณา}}$ (ดูแค่ความคุ้มค่าของค่าแอด)
-
ROI คิดจาก: $\frac{\text{กำไรสุทธิ}}{\text{ต้นทุนทั้งหมด}}$ (ดูภาพรวมความอยู่รอดของธุรกิจ)
สรุปสั้นๆ: โฆษณาตัวไหนที่มีค่า ROAS สูง แต่อาจจะทำให้ธุรกิจขาดทุน (ROI ติดลบ) ก็ได้ ถ้าสินค้าชิ้นนั้นมีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก ดังนั้น เจ้าของธุรกิจห้ามดูแค่ ROAS ในระบบอย่างเดียว ต้องเอาตัวเลขกำไรจริงๆ มาคิด ROI เสมอ
ตัวเลขไม่โกหก
การทำ SEM โดยไม่วัดค่า ROI ก็เหมือนการขับรถหลับตา การรู้ตัวเลข ROI ที่แท้จริงจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างเฉียบคมว่า ควรจะ “ไปต่อ” (เพิ่มงบโฆษณา) หรือ “พอแค่นี้” (ปรับปรุงหน้าเว็บไซต์/เปลี่ยน Keyword) เพื่อไม่ให้เงินโฆษณาละลายหายไปในอากาศ
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



