เจ้าของธุรกิจวัยกลางคนได้เปรียบกว่าที่คิด
ทำไมประสบการณ์ถึงเป็นจุดแข็ง และมีวิธีปรับตัวแบบไหนที่ทำให้ครึ่งหลังของธุรกิจดีกว่าครึ่งแรก
คุณเคยรู้สึกแบบนี้ไหม เมื่อก่อนคุณเป็นคนที่ไอเดียลื่นไหลที่สุดในทีม เรียนรู้ระบบใหม่ เทคโนโลยีใหม่ได้เร็วกว่าใคร ตัดสินใจไว ลงมือทำทันที แต่เดี๋ยวนี้พนักงานรุ่นใหม่เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ อย่าง AI ได้เร็วกว่าคุณไปแล้ว.
งานวิจัยจาก Kellogg School of Management ที่ศึกษาผู้ก่อตั้งบริษัทกว่า 2.7 ล้านคนในสหรัฐฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจ อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุด 0.1% แรกอยู่ที่ 45 ปี และคนอายุ 50 ปีมีโอกาสสร้างธุรกิจที่โตแบบก้าวกระโดดมากกว่าคนอายุ 30 ปีถึง 1.8 เท่า.
เจ้าของธุรกิจวัยกลางคนจึงไม่ได้กำลังถดถอย แค่กำลังแข่งขันผิดสนามอยู่ บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมประสบการณ์ถึงเป็นจุดแข็ง และมีวิธีปรับตัวแบบไหนที่ทำให้ครึ่งหลังของธุรกิจดีกว่าครึ่งแรกได้จริง.
เจ้าของธุรกิจวัยกลางคน กำลังแข่งขันผิดสนามอยู่หรือเปล่า.
คำตอบตรงๆ คือ เจ้าของธุรกิจวัยกลางคนหลายคนกำลังพยายามแข่งกับคนรุ่นใหม่บนสนามเดิม สนามที่วัดกันด้วยความเร็ว ความคล่องแคล่ว และการตามเทคโนโลยีให้ทัน ซึ่งเป็นสนามที่ธรรมชาติออกแบบมาให้คนอายุน้อยได้เปรียบอยู่แล้ว.
Arthur C. Brooks อาจารย์จาก Harvard เจอปัญหานี้ตอนอายุ 50 เขารู้สึกว่าความสามารถบางอย่างของตัวเองเริ่มถดถอย จึงใช้เวลา 7 ปีค้นงานวิจัยเพื่อหาคำตอบ แล้วเขียนออกมาเป็นหนังสือ From Strength to Strength.
สิ่งที่ Brooks ค้นพบคือ สมองมนุษย์มีความฉลาดสองแบบ ที่เติบโตและถดถอยในจังหวะต่างกันโดยสิ้นเชิง.
ความฉลาดสองแบบที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ.
Fluid Intelligence ความฉลาดแบบลื่นไหล.
Fluid Intelligence คือความสามารถในการคิดเร็ว แก้ปัญหาใหม่ๆ และจำข้อมูลใหม่ได้ไว มันคือสิ่งที่ทำให้คุณเรียนรู้ระบบใหม่ เทคโนโลยีใหม่ หรือวิธีทำงานแบบใหม่ได้อย่างรวดเร็วตอนเริ่มทำธุรกิจ.
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาชี้ว่าความฉลาดแบบนี้มักขึ้นสูงสุดในช่วงอายุ 20 ต้นๆ แล้วค่อยๆ ลดลงหลังจากนั้น พอเข้าวัย 40-50 หลายคนจะรู้สึกได้ชัดว่าความเร็วแบบเดิมเริ่มหายไป.
Crystallized Intelligence ความฉลาดแบบตกผลึก.
Crystallized Intelligence คือภูมิปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์สะสม ความสามารถในการมองภาพรวมและเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกัน.
นักวิจัย Joshua Hartshorne และ Laura Germine จาก Harvard และ MIT ศึกษาข้อมูลจากคนเกือบ 50,000 คน พบว่าความฉลาดแบบตกผลึกไม่ได้ลดลงตามอายุ แต่กลับขึ้นสูงสุดในช่วงอายุ 65-70 ปี ช้ากว่าที่เคยเชื่อกันมาก.
พูดง่ายๆ คือ ตอนที่ Fluid Intelligence ของคุณกำลังลาดลง Crystallized Intelligence ของคุณกำลังไต่ขึ้น นี่คือเส้นโค้งเส้นที่สองที่ Brooks บอกให้เรากระโดดไปเล่น.
ทำไมเจ้าของธุรกิจวัยกลางคนได้เปรียบกว่าที่คิด.
ข้อมูลจาก Kellogg สนับสนุนแนวคิดนี้ชัดเจน ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงมักมาจากผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมาก่อน ไม่ใช่ความเร็วในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว.
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด และจะมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 28% ภายในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า.
นั่นหมายความว่า ลูกค้า พนักงาน และคู่ค้าของคุณจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นคนวัยเดียวกับคุณ เจ้าของธุรกิจวัยกลางคนที่เข้าใจความต้องการของคนกลุ่มนี้จากประสบการณ์ตรง จึงมีความได้เปรียบที่คนรุ่นใหม่สร้างขึ้นเองไม่ได้ในเวลาสั้นๆ.
คำถามคือ แล้วจะใช้ความได้เปรียบนี้อย่างไร ในเมื่อธุรกิจยังต้องเดินหน้าทุกวัน ยังต้องมีคนดูแลงานที่ต้องใช้ความเร็วและติดตามเทรนด์ตลอดเวลา จุดนี้เองที่หลายธุรกิจเลือกดึงทีมภายนอกที่ถนัดงานเร็วมาช่วยเสริม เช่น การทำงานร่วมกับบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่ตามแพลตฟอร์มโฆษณาและเทคโนโลยีใหม่ให้ ขณะที่เจ้าของธุรกิจโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองได้เปรียบจริงๆ คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และความสัมพันธ์กับลูกค้า.
4 วิธีเปลี่ยนสนามเล่น ให้ครึ่งหลังธุรกิจดีกว่าครึ่งแรก.
จากแนวคิดของ Brooks ผมเลือกมา 4 เรื่องที่เจ้าของธุรกิจวัยกลางคนนำไปปรับใช้ได้จริงกับธุรกิจไทย.
1. จากคนลงมือทำ สู่คนวางระบบและถ่ายทอด.
ช่วงต้นของการทำธุรกิจ เจ้าของส่วนใหญ่ลงมือทำเองแทบทุกอย่าง เพราะเร็วกว่าและควบคุมได้มากกว่า แต่พอถึงจุดหนึ่ง จุดแข็งที่แท้จริงกลับกลายเป็นประสบการณ์ที่สะสมมา.
การเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำ มาเป็นผู้วางระบบและสอนทีม ไม่ใช่สัญญาณของการหมดไฟ แต่เป็นการใช้จุดแข็งของช่วงวัยนี้ให้เต็มที่ ทีมที่มีระบบและได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ มักทำผลงานได้ดีกว่าเจ้าของธุรกิจลงมือทำคนเดียวในระยะยาว.
2. เปลี่ยนสมการความพอใจของธุรกิจ.
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากวัดความสำเร็จด้วยการเติบโตที่ไม่มีวันจบ ยอดขายต้องโตขึ้นทุกปี สาขาต้องเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากได้มากขึ้นไปอีก.
Brooks เสนอสมการง่ายๆ ความพึงพอใจเท่ากับสิ่งที่คุณมี หารด้วยสิ่งที่คุณอยากได้ วิธีเพิ่มความพึงพอใจที่เร็วที่สุดจึงไม่ใช่การไล่ล่าตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการนิยามให้ชัดว่าธุรกิจของคุณ “พอ” แล้วที่เท่าไหร่.
3. แยกคอนเนคชั่นทางธุรกิจ ออกจากความสัมพันธ์จริง.
ช่วงสร้างธุรกิจ คนส่วนใหญ่มีคอนเนคชั่นเยอะ มีคนทักเข้ามาคุยงานทุกวัน แต่ความสัมพันธ์แบบนี้ส่วนใหญ่ผูกอยู่กับตำแหน่งและผลประโยชน์ทางธุรกิจ.
ครึ่งหลังของชีวิตธุรกิจ ควรลงทุนเวลากับคนที่คุยกันได้แม้ไม่มีดีลอะไรเกี่ยวข้อง เพื่อนเก่า ครอบครัว คู่ชีวิต เพราะวันที่ไม่มีตำแหน่งหรือดีลทางธุรกิจแล้ว คนกลุ่มนี้ต่างหากที่จะยังอยู่ข้างคุณ.
4. กล้าเปิดเผยว่ากำลังเรียนรู้.
เจ้าของธุรกิจหลายคนกลัวเสียฟอร์ม พยายามปิดบังว่าตัวเองตามเทคโนโลยีใหม่ไม่ทัน กลัวถูกมองว่าล้าสมัย.
Brooks ชี้ว่า การพยายามซ่อนจุดอ่อนต่างหากที่สร้างระยะห่างจากคนรอบข้างมากขึ้น การยอมรับตรงๆ ว่ากำลังเรียนรู้ กลับทำให้ทีมและคนรุ่นใหม่เปิดใจทำงานด้วยมากกว่า.
ครึ่งหลังของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นขาลง ถ้าเจ้าของธุรกิจวัยกลางคนรู้จักเปลี่ยนสนามเล่น จากการแข่งความเร็วไปสู่การใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณที่สะสมมา.
ลองเริ่มจากข้อใดข้อหนึ่งใน 4 เรื่องนี้ก่อน แล้วดูว่าธุรกิจของคุณเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะจุดแข็งที่แท้จริงของวัยนี้ ไม่ใช่ความเร็ว แต่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ยังสร้างเองไม่ได้.
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!


