แบ่งงบ Google Ads Facebook Ads ยังไงให้คุ้มที่สุด
รวมคำตอบจากวิดีโอ EP.3 พร้อมข้อมูลตลาดโฆษณาไทยล่าสุด
หลายคนที่เริ่มยิงแอดมักถามผมคำถามเดียวกัน ผ่านไลน์ OA ของ SME Jump บ่อยมาก “มีงบก้อนเดียว ควรแบ่งเข้า Google Ads กับ Facebook Ads ยังไงดี” บทความนี้ผมรวบรวมคำถามจากวิดีโอ EP.3 ที่ตอบเรื่องการยิงแอด 2 แพลตฟอร์มนี้โดยเฉพาะ พร้อมขยายความและใส่ข้อมูลจากตลาดโฆษณาดิจิทัลไทยล่าสุด เพื่อให้คุณแบ่งงบได้แม่นยำขึ้น ไม่ต้องเดาสุ่ม
มีงบโฆษณาก้อนเดียว ควรแบ่ง Google Ads กับ Facebook Ads ยังไง?
คำตอบสั้นๆ คือ ต้องมีงบขั้นต่ำประมาณ 500 บาทต่อวันต่อแพลตฟอร์มก่อน ถึงจะเริ่มเห็นผล ถ้างบต่อวันต่ำกว่านั้น ผมแนะนำให้เลือกแพลตฟอร์มเดียวไปก่อน
เหตุผลคือค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกปีจริง ข้อมูลจาก MSKMedia ระบุว่าค่าคลิก (CPC) ของ Google Ads ทั่วโลกปรับขึ้นเฉลี่ย 10-15% ในปี 2568 จากการแข่งขันประมูลด้วย AI ที่รุนแรงขึ้น อย่างกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในไทย ค่าคลิกขยับจาก 35-80 บาท เป็น 40-100 บาทในปีนี้
ถ้างบต่อวันเกิน 1,000 บาท ลองแบ่งครึ่งไปทดสอบทั้งสองแพลตฟอร์มดูก่อน แต่ถ้ามีแค่ 600-700 บาท ผมมักเอาส่วนใหญ่ลง Google ก่อน เพราะคีย์เวิร์ดมีราคาสูงกว่า ต้องใช้เงินมากกว่าจะเห็นผลจริง
ส่วนจะเลือกแพลตฟอร์มไหนก่อน ให้ดูจากพฤติกรรมลูกค้า ถ้าสินค้าเป็นบริการเฉพาะทางที่คนค้นหาก่อนตัดสินใจซื้อ และคุณมีเว็บไซต์รองรับ ให้เอียงไป Google ก่อน แต่ถ้าขายด้วยภาพหรือวิดีโอได้ดี และมีเพจ Facebook ที่แข็งแรงอยู่แล้ว ให้เอียงไป Facebook
อีกจุดที่ควรรู้คือ Facebook หรือ Meta ยังครองส่วนแบ่งงบโฆษณาดิจิทัลไทยสูงสุดอยู่ ด้วยมูลค่า 8,493 ล้านบาทในปี 2568 ตามรายงานของ DAAT แม้ TikTok จะเติบโตเร็วก็ตาม แปลว่า Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มที่คุ้มค่าจะลงทุนต่อ
Google Ads กับ Facebook Ads วัดผลด้วยตัวเลขเดียวกันไหม?
ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน และเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ Google Ads วัดผลชัดเจนด้วย Cost per Conversion คือต้นทุนต่อการกดปุ่ม Line หรือโทรศัพท์ 1 ครั้ง
ส่วน Facebook Ads ขึ้นอยู่กับรูปแบบโฆษณาที่เลือกใช้ ถ้ายิงเป็นข้อความ Facebook Messenger จะวัดเป็นต้นทุนต่อการทักแชท 1 ครั้ง แต่ถ้ายิงแบบ Conversion ส่งไปเว็บไซต์ ก็วัด conversion ได้เหมือน Google
ค่า CPM หรือ Cost per Mille คือต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกๆ 1,000 ครั้งที่โฆษณาแสดงผลบนหน้าฟีด ยิ่งค่านี้ต่ำ ยิ่งได้เห็นโฆษณาในราคาที่ถูกลง ค่า CPM ของ Facebook ในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 50-300 บาท ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย ตำแหน่งโฆษณา และวัตถุประสงค์แคมเปญ แคมเปญ Awareness มักถูกกว่า แคมเปญ Conversion มักแพงกว่า
สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสคือ ตัวเลขที่ใกล้เงินที่สุด ไม่ใช่ CTR หรือ Impression ที่ดูสวยแต่ไม่บอกว่าขายของได้จริงไหม
ทำไมยิงแอด Facebook แล้วไปโชว์ที่ Instagram หรือ Audience Network ด้วย?
Meta มีสิ่งที่เรียกว่า Placement หรือตำแหน่งแสดงโฆษณา ซึ่งกระจายไปมากกว่าแค่ Facebook เพียงอย่างเดียว รวมถึง Instagram, Marketplace, และเว็บไซต์พันธมิตรที่เรียกว่า Audience Network
ระบบจะพยายามส่งโฆษณาไปทุกตำแหน่งโดยอัตโนมัติ เพราะ Meta ใช้ AI ในการ Optimize แคมเปญให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามวัตถุประสงค์ที่คุณเลือก
จากประสบการณ์ทำงานกับลูกค้า SME ผมมักปิด Audience Network เสมอ เมื่อทำแคมเปญ Traffic เพราะรู้สึกว่าได้แต่คลิก ไม่ค่อยได้ Conversion จริง ส่วน Instagram ปกติผมปล่อยให้เปิดไว้ เพราะบางครั้งก็ขายได้ดีเหมือนกัน
ถ้าลองปรับ Placement เองแล้วผลลัพธ์ยังไม่ดีขึ้น อาจถึงเวลาให้ทีมที่มีประสบการณ์ช่วยตรวจแคมเปญให้ก่อน อย่างบริการเปลี่ยนเอเจนซี่ยิงแอดที่จะวิเคราะห์โครงสร้างแคมเปญเดิม ก่อนวางกลยุทธ์ใหม่ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ
Search Ads กับ Performance Max ต่างกันยังไง ควรเลือกใช้ตัวไหน?
Search Ads คือโฆษณาที่ขึ้นตอนลูกค้าพิมพ์ค้นหาคำที่เกี่ยวกับธุรกิจคุณบน Google ส่วน Performance Max ไปแสดงหลายตำแหน่งพร้อมกัน ทั้ง Search, Display, YouTube, Gmail และ Maps
ผมแนะนำให้ทำ Search Ads เป็นหลักประมาณ 80-90% ของงบ และใช้ Performance Max เสริมอีก 10-20% เพราะ Google เองก็แนะนำให้ทำคู่กันแบบนี้ เรียกว่ากลยุทธ์ Power Pair
แต่ถ้าธุรกิจคุณขายผ่าน Shopee หรือ Lazada ผมแนะนำให้เพิ่มสัดส่วน Performance Max มากขึ้น เพราะระบบขับเคลื่อนด้วย AI ที่เก่งเรื่องหา Conversion โดยเฉพาะ
ทำไมแอด Facebook แบบ Engagement ได้ไลก์เยอะ แต่ไม่มีคนซื้อ?
ปัญหานี้เกิดจากการเลือก Objective ผิดตั้งแต่ต้น Engagement คือวัตถุประสงค์ที่เน้นการมีส่วนร่วม เช่น ไลก์ คอมเมนต์ แชร์ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปิดการขาย
ถ้าต้องการยอดขายจริง ควรเลือกใช้ Objective แบบข้อความ หรือ Conversion ที่ส่งไปเว็บไซต์แล้ววัดผลด้วยพิกเซล นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ที่เน้นยอดขายทำกัน
สมัยนี้ผมมักใช้ Engagement เป็นแคมเปญเสริม ไม่ใช่แคมเปญหลัก เพื่อทำให้โพสต์ดูน่าเชื่อถือขึ้น แล้วช่วยให้แคมเปญหลักที่เป็นข้อความหรือ Conversion ทำงานได้ถูกลง
ธุรกิจ B2B เหมาะกับ Google Ads หรือ Facebook Ads มากกว่ากัน?
ส่วนใหญ่แล้ว B2B เหมาะกับ Google Ads มากกว่า เพราะลูกค้าที่ต้องการอะไรเฉพาะเจาะจงในอุตสาหกรรม มักพิมพ์ค้นหาก่อนตัดสินใจซื้อ
แต่ถ้าคำค้นหามันแคบเกินไป จนค่าโฆษณาแพงมาก ผลลัพธ์ไม่คุ้ม ควรทดลองเสริมด้วย Facebook ผมเคยทำโปรโมทให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์ที่เน้นเฉพาะโรงงาน ทำ Search Ads อย่างเดียวค่าโฆษณาแพงมาก คนค้นหาน้อย Conversion กว่าจะได้ยากมาก
สุดท้ายต้องเสริม Facebook ด้วยรูปภาพที่สื่อสารชัดเจน จุดแข็งของ Facebook คือเลือกกลุ่มเป้าหมายตามตำแหน่งงานได้ละเอียดกว่า Google เช่น เจาะจงไปที่ฝ่ายจัดซื้อ Factory Manager หรือคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยตรง ทำให้โฆษณาไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อจริง
ถ้ายิงทั้ง Google Ads และ Facebook Ads พร้อมกัน งบจะทับซ้อนกันไหม?
คำตอบคือไม่ทับซ้อนกัน เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ต่างกัน Google จับกลุ่มคนที่กำลังค้นหาข้อมูลอย่างตั้งใจ ส่วน Facebook จับกลุ่มคนที่กำลังเลื่อนดูฟีดแบบไม่ได้ตั้งใจ
ถ้างบพอ ผมแนะนำให้ใช้ 2 แพลตฟอร์มเสริมกันเสมอ ให้ Google Search Ads ทำหน้าที่ดึงคนที่กำลังค้นหาสินค้าบริการคุณอยู่แล้วเข้ามาที่เว็บไซต์ก่อน จากนั้นวาง Pixel ของ Facebook ไว้เก็บข้อมูลคนกลุ่มนี้
Facebook ไม่ได้ใช้แค่ยิงตามความสนใจหรือพฤติกรรมทั่วไปเท่านั้น แต่ใช้ตามติดตามกลุ่มคนที่เคยค้นหาผ่าน Google มาที่เว็บไซต์เราได้ด้วย เรียกว่าทำ Retargeting หรือ Remarketing เหมือนคอยเตือนความจำให้เขานึกถึงแบรนด์เราซ้ำๆ จนกว่าจะตัดสินใจปิดการขาย
วิธีนี้ใช้ได้แม้เป็นธุรกิจ B2B เพราะฝ่ายจัดซื้ออาจหาข้อมูลผ่าน Google ตอนวันทำงาน แต่จะเห็นแบรนด์คุณอีกครั้งบน Facebook ตอนพักผ่อน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนตัดสินใจติดต่อ
เริ่มต้นแบ่งงบให้ถูกทาง ก่อนขยายทีหลัง
ไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แต่หลักที่ใช้ได้เสมอคือ เริ่มจากงบต่อวันที่มีจริง ไม่ใช่งบที่อยากมี
ถ้างบยังน้อย เลือกแพลตฟอร์มเดียวที่ตรงพฤติกรรมลูกค้าที่สุดไปก่อน พองบเริ่มโตขึ้นเกิน 1,000 บาทต่อวัน ค่อยขยายไปแพลตฟอร์มที่สอง แล้ววัดผลด้วยตัวเลขที่ใกล้เงินจริงเสมอ ไม่ใช่แค่ยอดไลก์หรือยอดคลิก
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



