Landing Page ที่ดีต้องมีอะไรบ้าง?
7 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Conversion Rate
Landing Page ที่ดีต้องมีอะไรบ้าง?
7 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Conversion Rate
Landing Page หรือหน้า Landing คือหน้าเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ให้ผู้เข้าชมทำ Action ที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการกรอกฟอร์ม สั่งซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือดาวน์โหลดข้อมูล ต่างจากเว็บไซต์ทั่วไปที่มีหลายเมนูและหลายทางเลือก Landing Page จะ Focus ไปที่การโน้มน้าวให้ลูกค้าทำในสิ่งที่เราต้องการเพียงอย่างเดียว
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และคนทำธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย Landing Page ที่ดีสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หลายคนก็เจอปัญหาว่า ทำ Landing Page แล้วแต่ Conversion Rate ต่ำ หรือไม่รู้ว่าจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างถึงจะทำให้ได้ผลจริง
ดังนั้น วันนี้เราจะมาเจาะลึกการออกแบบ Landing Page พร้อมเทคนิคการทำให้ได้ผลจริงสำหรับตลาดไทย
1. Headline ที่ดึงดูดและตรงประเด็น
Headline หรือพาดหัวข่าวคือสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นเมื่อเข้ามายัง Landing Page ของคุณ และเป็นตัวกำหนดว่าลูกค้าจะอ่านต่อหรือปิดหน้าต่างทันที Headline ที่ดีต้องสื่อสารได้ชัดเจนว่าคุณเสนออะไร และทำไมลูกค้าถึงควรสนใจ
เทคนิคการเขียน Headline ที่ดี:
- เน้นประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์สินค้า
- ใช้ตัวเลขหรือข้อมูลเฉพาะเจาะจง เช่น “เพิ่มยอดขายได้ 300% ใน 30 วัน”
- ตอบโจทย์ Pain Point ของลูกค้าโดยตรง
- กระชับ ชัดเจน อ่านเข้าใจได้ทันที ไม่เกิน 1-2 บรรทัด
ตัวอย่าง Headline ที่ไม่ดี: “บริการของเราดีที่สุด” ตัวอย่าง Headline ที่ดี: “เพิ่มลูกค้าออนไลน์ 5 เท่าด้วยกระบวนการที่พิสูจน์แล้ว”
2. Sub-Headline ที่เสริมข้อมูลสำคัญ
Sub-Headline คือข้อความรองที่อยู่ใต้ Headline หลัก มีหน้าที่เสริมรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้นว่าคุณเสนออะไร และทำไมถึงเหมาะกับเขา ควรมีความยาวประมาณ 1-2 ประโยค อธิบายเพิ่มเติมจาก Headline โดยไม่ทำให้ซับซ้อนเกินไป
Sub-Headline ที่ดีจะช่วยกรองกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เช่น “สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องการเพิ่มยอดขายออนไลน์แต่งบจำกัด”
3. Visual ที่โดนใจและสื่อความหมาย
ภาพหรือวิดีโอบน Landing Page ไม่ใช่แค่การตกแต่ง แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง ภาพที่ดีจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าหรือบริการของคุณได้เร็วขึ้น และสร้างความน่าเชื่อถือ
แนวทางการเลือก Visual:
- ใช้ภาพจริงของสินค้าหรือบริการมากกว่า Stock Photo ที่ดูเหมือนกันหมด
- แสดงผลลัพธ์หรือวิธีการใช้งานจริง เช่น Screenshot ของ Dashboard หรือภาพ Before-After
- วิดีโอสาธิตหรือ Testimonial จากลูกค้าจริง (ถ้ามี) จะช่วยเพิ่ม Conversion ได้มาก
- ใช้ภาพคนไทยหรือบริบทที่เข้ากับตลาดไทย จะสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ดีกว่า
สำหรับธุรกิญใน Thailand ภาพที่แสดงคนไทย บรรยากาศไทย หรือตัวอย่างจากธุรกิจไทยจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึก Relate และเชื่อถือได้มากขึ้น
4. Benefits ที่ชัดเจนและตรงใจ
หลังจากดึงดูดความสนใจได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการบอกว่าลูกค้าจะได้อะไร Benefits คือผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้รับหลังจากใช้สินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งต่างจาก Features ที่เป็นเพียงคุณสมบัติของสินค้า
ข้อแตกต่างระหว่าง Features และ Benefits:
- Feature: “ระบบจัดการลูกค้าอัตโนมัติ”
- Benefit: “ประหยัดเวลาในการติดตามลูกค้าได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์”
ในการนำเสนอ Benefits ควร:
- เรียงลำดับจากสำคัญที่สุดก่อน
- ใช้ตัวเลขหรือข้อมูลรองรับเท่าที่ทำได้
- เขียนในมุมมองของลูกค้าว่าเขาจะได้อะไร ไม่ใช่คุณเสนออะไร
- แก้ Pain Points ที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่
หากธุรกิจของคุณต้องการความช่วยเหลือในการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และสร้าง Landing Page ที่ได้ผลจริง การปรึกษาบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสบการณ์กับธุรกิจ SME ไทยอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
5. Social Proof และ Trust Elements
คนไทยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือมาก Social Proof หรือหลักฐานที่แสดงว่ามีคนอื่นใช้และพอใจในสินค้าหรือบริการของคุณ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้อย่างมาก
ประเภทของ Social Proof ที่มีประสิทธิภาพ:
- รีวิวจากลูกค้าจริง พร้อมรูปภาพและชื่อ (ถ้าได้รับอนุญาต)
- Case Study หรือ Success Story ของลูกค้าที่ประสบความสำเร็จ
- ตัวเลขที่น่าประทับใจ เช่น “ลูกค้ากว่า 5,000 ราย” หรือ “ใช้งานกว่า 10,000 ครั้ง”
- โลโก้ของแบรนด์หรือสื่อที่เคยร่วมงานด้วย
- รางวัลหรือการรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ
- ใบรับรองหรือเครื่องหมาย Trust Mark ต่างๆ เช่น DBD Registered, SSL Certificate
สำหรับตลาดไทย รีวิวภาษาไทยหรือคลิปวิดีโอรีวิวจากลูกค้าจริงจะมีน้ำหนักมากกว่ารีวิวภาษาอังกฤษหรือจากต่างประเทศ
6. Call-to-Action (CTA) ที่ชัดเจนและเด่น
CTA คือปุ่มหรือข้อความที่บอกลูกค้าว่าต้องทำอะไรต่อ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ Landing Page เพราะถ้า CTA ไม่ชัดเจนหรือไม่โดดเด่น Conversion Rate ก็จะต่ำตามไปด้วย
หลักการออกแบบ CTA ที่ดี:
- ใช้สีที่โดดเด่นและตัดกับพื้นหลัง (แต่ไม่ฉูดฉาดจนดูไม่น่าเชื่อถือ)
- ข้อความชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกด เช่น “รับคำปรึกษาฟรีทันที” ดีกว่า “Submit”
- ใช้ Action Words ที่กระตุ้นให้กระทำ เช่น “รับทันที” “เริ่มเลย” “ลองฟรีวันนี้”
- ขนาดใหญ่พอที่จะสังเกตเห็นได้ง่าย
- ควรมี CTA หลักอยู่ตำแหน่ง Above the Fold (ไม่ต้อง Scroll ก็เห็น) และซ้ำอีกครั้งด้านล่าง
นอกจากนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในตลาดไทย คือการใช้ CTA ที่เป็นทางการหรือเป็นทางการเกินไป เช่น “ส่งข้อมูล” “ดำเนินการต่อ” ซึ่งไม่สร้างแรงจูงใจ ลองเปลี่ยนเป็น “รับส่วนลดพิเศษตอนนี้” หรือ “ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย” จะได้ผลดีกว่ามาก
7. ฟอร์มที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
หากเป้าหมายของ Landing Page คือการให้ลูกค้ากรอกฟอร์ม การออกแบบฟอร์มให้ง่ายและไม่ยุ่งยากเป็นสิ่งสำคัญมาก ยิ่งถามข้อมูลมากเท่าไหร่ อัตราการกรอกฟอร์มก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น
หลักการออกแบบฟอร์มที่ดี:
- ถามเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล (3-5 ช่องเป็นมาตรฐาน)
- ระบุให้ชัดว่าช่องไหนบังคับกรอก (Required) และช่องไหนไม่จำเป็น
- ใช้ Label และ Placeholder ที่ชัดเจน
- มี Error Message ที่เป็นมิตรเมื่อกรอกข้อมูลผิดพลาด
- บนมือถือต้องใช้งานได้สะดวก เพราะคนไทยใช้มือถือท่องเว็บมากกว่า Desktop
เพิ่มเติมข้อมูล จากประสบการณ์กับตลาดไทย พบว่าการถามเบอร์โทรศัพท์เป็นข้อมูลแรกจะได้รับความร่วมมือดีกว่าอีเมล เพราะคนไทยคุ้นเคยกับการติดต่อผ่าน Line หรือโทรศัพท์มากกว่าอีเมล
องค์ประกอบเพิ่มเติมที่ช่วยเพิ่ม Conversion
นอกจาก 7 องค์ประกอบหลักข้างต้น ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่จะช่วยให้ Landing Page ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น:
FAQ (คำถามที่พบบ่อย): ช่วยตอบข้อสงสัยของลูกค้าล่วงหน้า ลดอุปสรรคในการตัดสินใจ และยังช่วย SEO อีกด้วย
Guarantee หรือการรับประกัน: เช่น “รับประกันยินดีคืนเงินภายใน 30 วัน” จะช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกค้ารู้สึกและเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ
Urgency และ Scarcity: การสร้างความรู้สึกเร่งด่วนหรือความหายาก เช่น “เหลือเพียง 10 ที่นั่ง” หรือ “โปรโมชั่นสิ้นสุดวันนี้” แต่ต้องเป็นความจริง ไม่ใช่ข้ออ้างปลอม
Mobile Optimization: คนไทยกว่า 70% เข้าเว็บผ่านมือถือ ดังนั้น Landing Page ต้องแสดงผลและใช้งานได้ดีบนมือถือเป็นอันดับแรก
Loading Speed: หน้าเว็บต้องโหลดเร็ว ถ้าช้าเกิน 3 วินาที คนจะปิดหน้าต่างทันที
ทำ Landing Page ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่มีครบทุกองค์ประกอบ
อย่างไรก็ตาม Landing Page ที่ดีไม่ได้เกิดจากการมีองค์ประกอบครบทุกอย่าง แต่เกิดจากการนำองค์ประกอบเหล่านั้นมาผสมผสานให้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว โดยมีเป้าหมายเดียวคือการโน้มน้าวให้ผู้เข้าชมทำ Action ที่เราต้องการ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำ A/B Testing อย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ คุณต้องทดสอบ Headline, CTA, สี, ตำแหน่งของแต่ละองค์ประกอบ และเรียนรู้จากข้อมูลจริงว่าอะไรได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
สำหรับเจ้าของธุรกิญ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจากการทำ Landing Page ที่เรียบง่ายแต่มีครบ 7 องค์ประกอบหลัก จากนั้นค่อยๆ ปรับปรุงและเพิ่มเติมตามข้อมูลที่ได้จากการใช้งานจริง อย่าพยายามทำให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก เพราะจะเสียเวลาและโอกาสในการเรียนรู้
การมี Landing Page ที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ลดต้นทุนโฆษณา และสร้างยอดขายที่มั่นคงให้กับธุรกิจของคุณในระยะยาว เริ่มต้นทำวันนี้ แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



