ROAS กับ ROI ต่างกันอย่างไร?
วิเคราะห์แคมเปญโฆษณา Google Ads และ TikTok ให้ได้กำไรจริง
ROAS ต่างจาก ROI อย่างไรในมุมของการยิงแอด
การยิงโฆษณาออนไลน์ (Online Advertising) กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักการตลาด และเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ หลายคนวัดผลการยิงแอดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในมุมมองแรกอาจดูเหมือนเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่ในความเป็นจริง การมองแค่ยอดขายเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราหลงดีใจกับตัวเลขที่ไม่สะท้อนผลกำไรที่แท้จริงเลยก็ได้
ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับสองตัวชี้วัดสำคัญ ที่ใช้ประเมินผลโฆษณาและการลงทุน ได้แก่ ROAS (Return on Ad Spend) และ ROI (Return on Investment) ซึ่งต่างก็มีบทบาทและมุมมองที่แตกต่างกัน หากเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว คุณจะสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาได้แม่นยำขึ้น และตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ทำความรู้จัก ROAS และ ROI: สองตัวชี้วัดที่ต่างกันคนละมุมมอง
ROAS (Return on Ad Spend)
นิยาม
ROAS คือค่าที่ใช้วัดผลตอบแทนจากการใช้จ่ายด้านโฆษณา กล่าวคือ ทุกๆ 1 บาทที่เราใช้จ่ายในโฆษณา สามารถสร้างรายได้กลับมาได้กี่บาท
มุมมอง
“ทุกๆ 1 บาทที่จ่ายไปกับค่าโฆษณา สร้างยอดขายกลับมาได้กี่บาท?”
สูตรคำนวณ
ROAS = รายได้จากโฆษณา / ค่าโฆษณา
การนำไปใช้
ROAS เหมาะสำหรับวัดผลประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณารายแคมเปญ หรือเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, Google, TikTok เป็นต้น ใช้เพื่อปรับกลยุทธ์การยิงแอดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ROAS ในแคมเปญ Google Ads
Google Ads เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ธุรกิจ SME ไทยนิยมใช้ในการทำโฆษณา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ซึ่งภายในระบบของ Google Ads มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราสามารถตั้งค่า และวัดผลแคมเปญโฆษณาได้หลากหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญคือ ROAS (Return on Ad Spend)
ROAS ใน Google Ads คืออะไร?
ในบริบทของ Google Ads, ROAS คือค่าที่แสดงให้เห็นว่าแต่ละบาทที่ใช้ไปในแคมเปญโฆษณานั้น สร้างรายได้กลับคืนมาเท่าไหร่ โดย Google จะใช้ข้อมูลการ Conversion และยอดขายที่เกิดขึ้นมาคำนวณอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินได้ว่าแคมเปญนั้นคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่
ใช้กับแคมเปญรูปแบบไหน?
ROAS สามารถใช้ได้กับแคมเปญประเภท Conversion-based โดยเฉพาะในกลุ่ม:
- Performance Max
- Shopping Ads
- Search Ads ที่ตั้งเป้าหมายแบบ Maximize Conversion Value
- Smart Bidding Campaigns ที่เลือกกลยุทธ์แบบ “Target ROAS”
แคมเปญเหล่านี้สามารถกำหนด ROAS เป้าหมายได้ (Target ROAS) ซึ่งระบบจะใช้ Machine Learning เพื่อประมูลและปรับ Bid โดยอัตโนมัติให้สอดคล้องกับค่า ROAS ที่เราต้องการ
ต้องตั้งค่า ROAS อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
- ศึกษาประวัติของแคมเปญก่อนหน้า: วิเคราะห์ค่า ROAS เฉลี่ยที่เคยทำได้ในอดีต เพื่อใช้เป็นฐานในการตั้งเป้าหมายใหม่
- ไม่ตั้ง Target ROAS สูงเกินไป: การตั้งค่าที่สูงเกินความจริง อาจทำให้ระบบปรับ Bid ลงมากเกินไปจนสูญเสียโอกาสในการแสดงโฆษณา ส่งผลให้ยอดขายลดลง
- เพิ่มงบประมาณเมื่อ ROAS เป็นบวก: หากแคมเปญทำ ROAS ได้ตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ควรขยายงบเพื่อเพิ่ม Conversion และกำไร
- เชื่อมต่อ Conversion Tracking อย่างถูกต้อง: การตั้ง Conversion Tracking ที่แม่นยำเป็นหัวใจสำคัญของการประเมิน ROAS ให้ถูกต้อง ต้องมีการติดตั้ง Google Tag และตรวจสอบค่าที่ส่งกลับมาอย่างสม่ำเสมอ
- ทดสอบ ROAS เป้าหมายในหลายระดับ: ลองรันแคมเปญด้วย Target ROAS หลายค่า เช่น 200%, 300%, 400% เพื่อหาจุดสมดุลที่ได้ทั้งยอดขายและกำไร
ROAS ใน Google Ads จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละแคมเปญได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับกลยุทธ์ Smart Bidding ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI
ROI (Return on Investment)
นิยาม
ROI เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ดูว่าการลงทุนทั้งหมดของธุรกิจนั้น ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ โดยจะคิดจากกำไรสุทธิที่ได้เทียบกับต้นทุนรวมของธุรกิจ
มุมมอง
“การลงทุนทั้งหมดของธุรกิจนี้ สร้างกำไรสุทธิกลับมาได้เท่าไหร่?”
สูตรคำนวณ
ROI = (กำไรสุทธิ / ต้นทุนรวม) x 100%
การนำไปใช้
เหมาะสำหรับการวางแผนธุรกิจในระยะยาว เพราะสามารถมองภาพรวมได้ว่าธุรกิจโดยรวมกำไรหรือขาดทุน ไม่ใช่แค่เฉพาะแคมเปญโฆษณา
ROI ในโฆษณา TikTok GMV Max
ในบริบทของ TikTok Ads โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟีเจอร์ใหม่อย่าง GMV Max (Gross Merchandise Value Maximization) ซึ่งเป็นโหมดการประมูลอัตโนมัติที่เน้นการสร้างยอดขายสูงสุด การทำความเข้าใจและวัดค่า ROI อย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ผู้ลงโฆษณาไม่เพียงแต่มองเห็นยอดขาย (GMV) ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่าผลลัพธ์เหล่านั้นคุ้มค่ากับต้นทุนทั้งหมดหรือไม่
GMV Max คืออะไร?
GMV Max คือโหมดการประมูลโฆษณาใน TikTok ที่ใช้ AI ช่วยเพิ่มยอดขาย (GMV) โดยอัตโนมัติ โดยระบบจะพยายามหาผู้ชมที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า และปรับแต่งการแสดงผลโฆษณาให้กับกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มสูงสุดจะสร้างยอดขาย
ทำไม ROI ถึงสำคัญใน GMV Max?
แม้ว่า GMV Max จะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าผู้ลงโฆษณามองแค่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่วิเคราะห์ ROI ก็อาจเผชิญกับกำไรที่ลดลง หรือขาดทุนได้เช่นกัน เพราะระบบจะโฟกัสที่ยอดขาย ไม่ใช่กำไร
ตัวอย่างเช่น หากระบบเร่งยอดขายให้สูงมาก แต่ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าสูงเกินไป หรือมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งและจัดการที่สูง ผลกำไรสุทธิก็จะลดลง ส่งผลให้ ROI ต่ำ หรือถึงขั้นติดลบ
วิธีการปรับ ROI เพื่อให้แคมเปญ GMV Max มีประสิทธิภาพ
- วิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียด: ต้องรู้ว่าต้นทุนจริงของสินค้าแต่ละชิ้นคือเท่าไหร่ รวมค่าขนส่ง ค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าพนักงาน และค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ
- ตั้งเป้า ROI ที่ต้องการ (Target ROI): ก่อนเปิดแคมเปญควรกำหนดว่า ROI ขั้นต่ำควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น 1.3 (30%) หรือ 1.5 (50%) เพื่อใช้ประเมินว่าแคมเปญนั้นควรหยุดหรือเพิ่มงบ
- ใช้ระบบ Tracking ที่แม่นยำ: ติดตั้ง TikTok Pixel และเชื่อมต่อกับระบบจัดการคำสั่งซื้อหรือ CRM เพื่อให้สามารถวัดผลได้แบบ End-to-End ตั้งแต่การคลิกจนถึงการปิดการขาย
- ปรับกลยุทธ์สินค้าและราคา: เลือกโปรโมตสินค้าที่มี Margin สูง หรือพิจารณาปรับราคาขายให้ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดโดยไม่กระทบกับ Conversion Rate มากเกินไป
- ทดสอบแคมเปญย่อยและวิเคราะห์ตาม ROI: ใช้ A/B Testing เพื่อเปรียบเทียบ ROI ระหว่างสินค้าหรือกลุ่มเป้าหมายต่างๆ แล้วเลือกเฉพาะแคมเปญที่มี ROI สูงมาขยายผล
การวัด ROI อย่างละเอียดในแคมเปญ TikTok GMV Max จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายยอดขายได้โดยไม่ละเลยเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน และสามารถสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่ยอดขายตัวเลขสวยเพียงอย่างเดียว
2. หัวใจหลักที่ทำให้ ROAS และ ROI แตกต่างกัน
ต้นทุนที่นำมาใช้คำนวณ
- ROAS: ใช้เฉพาะค่าโฆษณา (Ad Spend)
- ROI: ใช้ต้นทุนรวมทั้งหมด เช่น ต้นทุนสินค้า, ค่าแรง, ค่าส่ง, ค่าเช่า, ภาษี, ค่าบริหารจัดการ ฯลฯ
สิ่งที่วัดผล
- ROAS: วัดรายได้ (Revenue) ที่เกิดจากแคมเปญโฆษณา
- ROI: วัดกำไรสุทธิ (Net Profit) หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ ROAS ไม่สามารถใช้วัดผลกำไรของธุรกิจโดยรวมได้ และในหลายกรณี ROAS สูงก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีกำไร
3. เคสตัวอย่าง: เมื่อ ROAS ดูดี แต่ ROI ขาดทุน
สมมติฐาน:
- ค่าโฆษณา: 10,000 บาท
- ยอดขายที่ได้จากแคมเปญ: 50,000 บาท
- ต้นทุนสินค้า + ค่าส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: 45,000 บาท
การคำนวณ
- ROAS: 50,000 / 10,000 = 5x หรือ 500%
- ROI: (50,000 – 10,000 – 45,000) / (10,000 + 45,000) = -5,000 / 55,000 = -9%
บทสรุปจากตัวอย่าง
แม้ว่า ROAS จะดูดีมากถึง 5 เท่า แต่เมื่อมองที่กำไรสุทธิจริง ๆ กลับพบว่าขาดทุน 9% สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจจาก ROAS เพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการวางกลยุทธ์ที่ผิดพลาดได้
4. ควรใช้ตัวไหนเมื่อไหร่: มุมมองของนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ
ใช้ ROAS เมื่อ:
- ต้องการวัดผลรายแคมเปญหรือรายแพลตฟอร์ม เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมาย หรือโฆษณาแบบไหนทำงานได้ดีกว่า
- ต้องการปรับงบหรือเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของโฆษณาในระยะสั้น
- เหมาะกับการตัดสินใจในเชิงเทคนิค (Tactical Decisions)
ใช้ ROI เมื่อ:
- ต้องการวิเคราะห์กำไรสุทธิของธุรกิจทั้งระบบ
- ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว เช่น การขยายธุรกิจ, การเพิ่มสินค้า, การจัดการต้นทุน
- เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decisions)
บทสรุป: ROAS และ ROI ต้องใช้ควบคู่กัน
การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ROAS และ ROI จะช่วยให้นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น ไม่หลงกลกับยอดขายที่ดูสวยหรู แต่ไร้กำไร การใช้ ROAS ช่วยให้เราปรับปรุงประสิทธิภาพโฆษณาได้ในระดับแคมเปญ ขณะที่ ROI ทำให้เราเข้าใจภาพรวมของธุรกิจอย่างแท้จริง
ดังนั้น อย่าดูแค่ยอดขายหรือ ROAS เพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบ ROI ควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกบาทที่ลงทุนไปนั้น คุ้มค่ากลับมาจริง ๆ และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
เกี่ยวกับ SMEJUMP
SMEJUMP คือเอเจนซี่โฆษณาที่เชี่ยวชาญด้านการวางแผนและจัดการแคมเปญ Google Ads และ TikTok GMV Max อย่างมืออาชีพ เราช่วยให้ธุรกิจของคุณได้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง ทั้งในแง่ของยอดขายและ ROI ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรง พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลและวางกลยุทธ์แบบเจาะลึก SMEJUMP มุ่งมั่นพาคุณขยายธุรกิจอย่างยั่งยืนในโลกดิจิทัล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!
คุยกับเราทางไลน์
ข้อมูลบริษัท
บริษัท เอส เอ็ม อี จัมพ์ จำกัด
122/6 ถ.ราษฎร์พัฒนา แขวงราษฎร์พัฒนา เขตสะพานสูง กรุงเทพ 10240
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0105556135494
Email: contact@smejump.com
Tel: 02-100-6872, 02-100-6873
LINE : @smejump
จันทร์ – ศุกร์ : 8:30-17:30 น.
เสาร์-อาทิตย์: ปิดทำการ