วิธีเลือกประเภทคีย์เวิร์ด Google Ads ที่เหมาะกับธุรกิจคุณ (จากประสบการณ์จริง)
วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตรงว่าแต่ละ Match Type ทำงานยังไง
วิธีเลือกประเภทคีย์เวิร์ด Google Ads ที่เหมาะกับธุรกิจคุณ (จากประสบการณ์จริง)
ผมทำ Google Ads มามากกว่า 10 ปีแล้ว และเจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา นั่นก็คือหลายคนเริ่มต้นทำ Search Ads แล้วไม่รู้ว่าควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดประเภทไหน ผลก็คือเสียเงินโฆษณาไปโดยไม่จำเป็น โฆษณาไปแสดงในคำค้นหาที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตรงว่าแต่ละ Match Type ทำงานยังไง ใช้เมื่อไหร่ดี และที่สำคัญ – อะไรคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจทั่วไป
ทำความรู้จักกับคีย์เวิร์ด 3 ประเภทหลักของ Google Ads
คีย์เวิร์ดใน Google Ads มี 3 ประเภทใหญ่ๆ ที่คุณต้องรู้จัก แต่ละแบบมีวิธีทำงานที่ต่างกันมาก:
1. Broad Match (การทำงานแบบกว้าง)
ถ้าคุณใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปในระบบโดยไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย มันก็จะเป็น Broad Match โดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่คือจุดที่มือใหม่มักพลาดกัน โฆษณาจะไปแสดงในคำค้นหาที่หลากหลายมาก บางทีอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการเลย
ตัวอย่าง: ถ้าคุณใส่คีย์เวิร์ดว่า “รองเท้าวิ่ง” โฆษณาของคุณอาจจะไปแสดงในคำค้นหาแบบนี้:
- ซื้อรองเท้าวิ่งที่ไหนดี
- รองเท้าฟุตบอล
- วิธีล้างรองเท้าผ้าใบ
- แม้กระทั่ง “กระเป๋ารองเท้า”
เห็นไหมครับว่ามันกว้างมาก? แล้วถ้าคุณเลือก Bid Strategy เป็นแบบ Maximize Clicks (พยายามได้คลิกมากที่สุด) ด้วยล่ะก็ ปัญหาจะยิ่งแย่ เพราะระบบจะพยายามหาคำค้นหาที่คนคลิกเยอะๆ มาให้คุณ แม้ว่ามันจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณขายก็ตาม
2. Phrase Match (การทำงานแบบวลี)
ถ้าคุณใส่คีย์เวิร์ดโดยครอบด้วยเครื่องหมาย “” เช่น “รองเท้าวิ่ง” โฆษณาจะไปแสดงในคำค้นหาที่มีวลีนั้นหรือความหมายใกล้เคียงกัน แต่ไม่กว้างเท่า Broad Match
ตัวอย่าง: คีย์เวิร์ด “รองเท้าวิ่ง” อาจจะไปแสดงใน:
- ซื้อรองเท้าวิ่งผู้หญิง
- รองเท้าวิ่งยี่ห้อไหนดี
- รองเท้าสำหรับวิ่ง
แต่จะไม่ไปแสดงในคำที่ไกลเกินไป เช่น “กระเป๋ารองเท้า” หรือ “รองเท้าฟุตบอล”
3. Exact Match (การทำงานแบบตรงทั้งหมด)
ถ้าคุณใส่คีย์เวิร์ดโดยครอบด้วยเครื่องหมาย [] เช่น [รองเท้าวิ่ง] โฆษณาจะไปแสดงเฉพาะคำค้นหาที่ตรงกับที่คุณกำหนด หรือใกล้เคียงมากๆ เท่านั้น
ตัวอย่าง: คีย์เวิร์ด [รองเท้าวิ่ง] จะแสดงแค่:
- รองเท้าวิ่ง
- รองเท้า วิ่ง
- รองเท้าสำหรับวิ่ง (ในบางกรณี)
คุณจะเห็นว่ามันแคบมาก บางทีอาจจะแคบเกินไปด้วยซ้ำ
ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Phrase Match – และนี่คือเหตุผล
จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่า Phrase Match หรือการทำงานแบบวลี เหมาะกับธุรกิจส่วนใหญ่มากที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นมือใหม่หรือธุรกิจ SME ที่มีงบจำกัด
ทำไม Phrase Match ถึงเหมาะที่สุด?
1. พอดี ไม่กว้างเกินไป ไม่แคบเกินไป
Phrase Match จะทำให้โฆษณาไปแสดงในคำค้นหาที่มีคุณภาพ ไม่กระจัดกระจายเหมือน Broad Match แต่ก็ไม่จำกัดเกินไปเหมือน Exact Match คุณจะได้ Traffic เข้าเว็บไซต์ที่พอสมควร แต่ไม่ได้ Traffic ที่ไม่เกี่ยวข้องมากเกินไป
2. เข้าคู่กับ Maximize Clicks ได้ดี
คนส่วนใหญ่เวลาเริ่มทำ Search Ads จะเลือก Bid Strategy เป็น Maximize Clicks เพราะอยากได้คนเข้าเว็บเยอะๆ ซึ่งถ้าคุณใช้ Phrase Match คู่กับ Maximize Clicks มันจะทำให้โฆษณาไปแสดงในวงกว้างพอดี ได้ Traffic มากขึ้น แต่ไม่ไปแสดงในคำที่ห่างเกินไปจนเสียเงินโดยใช่เหตุ
แต่ถ้าคุณเลือก Broad Match + Maximize Clicks? ผมบอกเลยว่ามันจะแย่มาก โฆษณาจะไปแสดงหลากหลายเกินไป คนคลิกเยอะ ระบบก็เรียนรู้ว่าคำแบบนั้นได้ผล ก็เลยยิ่งไปแสดงในคำที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดคุณก็เสียเงินโฆษณาไปกับคนที่ไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายของคุณ
3. ควบคุมและปรับแต่งได้ง่าย
เมื่อคุณใช้ Phrase Match แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือดู Search Term Report อยู่เสมอ เพื่อดูว่าคำค้นหาที่เข้ามาจริงๆ เป็นอะไรบ้าง แล้วค่อยๆ ทำ Negative Keyword (คำค้นหาที่ไม่ต้องการ) อยู่สม่ำเสมอ
ถ้าคุณทำแบบนี้ไปซัก 2-3 เดือน คำค้นหาที่เข้ามาจะแข็งแรงมาก ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ แม้ว่าคุณจะใช้ Bid Strategy เป็น Maximize Clicks ก็ตาม ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีพอสมควรเลย
แล้ว Broad Match ใช้เมื่อไหร่?
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้า Broad Match มีปัญหาเยอะขนาดนี้ แล้วทำไม Google ถึงมีให้? จริงๆ แล้ว Broad Match ก็มีประโยชน์ในบางกรณี:
กรณีที่ 1: ธุรกิจใหม่ ยังไม่รู้ว่าควรใช้คำค้นหาไหน
ถ้าคุณเป็นสินค้าใหม่หรือ Product ใหม่ คุณอาจจะยังไม่มีไอเดียว่าคุณจะใช้คำค้นหาแบบไหน คุณอาจจะทดลองใช้ Broad Match ดูก่อน เพื่อให้โฆษณาไปแสดงในวงกว้าง แล้วคุณค่อยๆ มาเลือก มาปรับแต่ง มาเรียนรู้จากคำค้นหาที่เข้ามา หลังจากนั้นค่อยปรับเป็น Phrase Match หรือ Exact Match ก็ได้
กรณีที่ 2: ใช้คู่กับ Conversion-based Bidding
นี่คือกรณีที่ผมใช้ Broad Match จริงๆ เมื่อคุณทำโฆษณา Search Ads มาระยะหนึ่งแล้ว คุณสามารถที่จะวาง Conversion เพื่อบอกระบบได้แล้วว่าสิ่งที่คุณต้องการนอกเหนือจากคลิกคืออะไร
ตัวอย่าง Conversion:
- คลิกที่ปุ่ม LINE Official Account
- คลิกที่ปุ่มโทรศัพท์เพื่อโทรมาติดต่อ
- กรอกฟอร์มให้ข้อมูล
- กดปุ่มสั่งซื้อ
พอคุณวัด Conversion แล้ว คุณก็เลือกการนำส่งโฆษณาเป็นแบบ Conversion (เช่น Maximize Conversions หรือ Target CPA) แล้วเลือกคีย์เวิร์ดมาเป็น Broad Match
ในกรณีนี้มันจะดี เพราะ:
- โฆษณาส่งไปในวงกว้างได้ ระบบจะไปหาคำค้นหาที่หลากหลาย
- แต่เราได้บอกระบบแล้วว่า Conversion ที่เราต้องการคืออะไร
- ระบบจะเรียนรู้เพื่อไปหาคนที่มีโอกาสทำให้เกิด Conversion
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มยอดขายหรือ Lead อย่างจริงจัง และมีงบโฆษณาที่พอสมควร บริษัททำ Google Ads ที่มีประสบการณ์จะช่วยคุณตั้งค่า Conversion Tracking และเลือก Bid Strategy ที่เหมาะสมได้
Exact Match ใช้เมื่อไหร่?
Exact Match หรือการทำงานแบบตรงทั้งหมด จะแคบมาก จริงๆ แล้วคุณสามารถใช้ได้ในกรณีที่คุณใช้ Bid Strategy แบบ Maximize Clicks แต่คุณต้องมาดูก่อนว่างบโฆษณาต่อวันคุณใช้หมดหรือเปล่า
เพราะในหลายกรณี ถ้าคุณเลือกเป็น Exact Match แล้วเงินโฆษณาใช้ไม่หมด แสดงว่าคุณบีบให้โฆษณาแสดงน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้โฆษณาไม่ค่อยได้ผล
กรณีที่ผมใช้ Exact Match จริง
จากประสบการณ์ของผม ผมจะใช้ Exact Match ในกรณีที่ ค่าโฆษณาต่อคลิกสูงมากๆ แต่ผมจำเป็นที่จะต้องทำโฆษณาใน Keyword นี้
ดังนั้นผมไม่อยากให้โฆษณาไปแสดงใน Keyword อื่นๆ เพราะค่าโฆษณาแพงมากเลย
ตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวผมเอง: ผมเป็นเอเจนซี่โฆษณา ผมประมูลคำว่า “รับทำ Google Ads” คำนี้อยู่แถวๆ 150 บาทต่อคลิก เพราะฉะนั้นผมจะใส่เป็น Exact Match [รับทำ Google Ads] เพื่อจะทำให้มันแคบ แสดงเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ
แต่สำหรับธุรกิจทั่วไป ถ้าค่าโฆษณาต่อคลิกไม่ได้สูงมาก ผมไม่แนะนำให้ใช้ Exact Match มากนัก เพราะมันจะจำกัด Traffic ที่เข้ามามากเกินไป
เมื่อไหร่ควรเปิดใช้ AI Max? ข้อควรระวังสำคัญ
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง AI Max ที่ Google พยายามจะ push ให้ใช้กัน แต่ผมต้องบอกตามตรงว่า ถ้าคุณเป็นมือใหม่ AI Max อาจจะหยุดไว้ก่อน
ทำไมมือใหม่ไม่ควรเปิด AI Max?
ถ้าคุณยังใช้การนำส่งโฆษณาแบบ Maximize Clicks อยู่ มันไม่ค่อยเข้าคู่กับ AI Max มากเท่าไหร่ เพราะเป้าหมายของ Maximize Clicks ก็คือได้คลิกมากที่สุด
เพราะฉะนั้น AI อาจจะให้โฆษณาไปแสดงในข้อความค้นหาที่หลากหลาย ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงจุดอย่างที่คุณต้องการก็ได้
เมื่อไหร่ถึงควรเปิด AI Max?
ผมแนะนำให้เปิด AI Max เมื่อ:
- คุณใช้การนำส่งโฆษณาแบบ Conversion แล้ว
- คุณมีข้อมูล Conversion พอสมควร (อย่างน้อย 30-50 Conversions ต่อเดือน)
- คุณใช้คีย์เวิร์ดแบบ Broad Match หรือ Phrase Match
ในกรณีนี้ AI Max จะช่วยให้การนำส่งโฆษณาฉลาดมากขึ้น เพราะ Google จะใช้ AI ในการจับคู่โฆษณากับคำค้นหาที่เข้ามา ซึ่งหลายกรณีมันอาจจะไม่ใช่คำที่คุณซื้อหรือใส่เข้าไปในระบบ แต่ Google ก็ใช้ AI ในการดูว่าคำค้นหานี้มี Intent หรือความต้องการตรงกับสินค้าของคุณ โฆษณาเราก็ไปแสดง
ฟีเจอร์ AI Max ที่ผมใช้และไม่ใช้
ณ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ใช้ AI Max 100% แบบเต็มทุกฟีเจอร์ เพราะมันมีบางฟีเจอร์ที่ผมคิดว่ายังทำงานไม่ดีพอ โดยเฉพาะกับภาษาไทย
ฟีเจอร์ที่ 1: ช่วยหา Keyword ให้
✅ ผมเปิดใช้ – ถ้าคุณใช้การนำส่งโฆษณาแบบ Conversion ผมคิดว่าตัวนี้โอเค เปิดได้ ให้เขานำส่งโฆษณาไปหาคำค้นหาอื่นๆ คล้ายๆ กับ Broad Match
ฟีเจอร์ที่ 2: เขียนข้อความโฆษณาให้กับคุณด้วย
❌ ผมไม่ให้ทำ – ระบบยังทำได้ไม่ดีพอ โดยเฉพาะเป็นภาษาไทย ถ้าเป็นภาษาอังกฤษอาจจะโอเค แต่ภาษาไทยยังทำไม่ดีพอ คุณต้องมาดูอีกรอบ
แต่ผมเข้าใจว่าในอนาคตอันใกล้ AI Max น่าจะเขียนภาษาไทยได้เก่งมากขึ้น เพราะดูจากการพัฒนาของ Gemini ผมเดาว่าเดี๋ยวเขาคงเอา Gemini เข้ามาใส่ไว้ใน Google Ads เพื่อทำให้ AI Max ทำงานได้เก่งขึ้น
ฟีเจอร์ที่ 3: นำส่งไปที่ URL หรือเว็บไซต์ปลายทางให้หลากหลาย
❌ ผมยังไม่ใช้ – เพราะเราไม่สามารถควบคุมได้ว่า AI Max จะนำส่งไปที่ Final URL อันไหนของเว็บไซต์เรา เพราะฉะนั้นผมจะปิดไว้ บังคับให้ส่งไปที่ Landing Page ที่เรากำหนด
เพราะบางครั้ง ถ้าเว็บไซต์เรามีหน้าที่หลากหลาย AI Max นำส่งไปบางทีมันไม่สามารถตอบโจทย์ ไม่มี Call To Action ไม่สามารถวัดผลอะไรได้บางอย่าง ผมก็จะไม่ทำอย่างนั้น
แนะนำ: ถ้าคุณใช้ AI Max อยู่แล้ว ผมแนะนำให้ปิดการนำส่งไปที่ URL หลากหลาย บังคับส่งเข้าที่ Landing Page ที่กำหนดไว้
สรุป: ขั้นตอนการเลือกคีย์เวิร์ด
ให้ผมสรุปแบบง่ายๆ เป็นขั้นตอนที่คุณควรทำตามลำดับ:
ขั้นตอนที่ 1: เริ่มต้นด้วย Phrase Match + Maximize Clicks
- ใช้คีย์เวิร์ดแบบ Phrase Match “คีย์เวิร์ดของคุณ”
- เลือก Bid Strategy เป็น Maximize Clicks
- ดู Search Term Report บ่อยๆ
- ทำ Negative Keyword อย่างสม่ำเสมอ
- ทำแบบนี้ไปซัก 2-3 เดือน คำค้นหาที่เข้ามาจะแข็งแรงมาก
ขั้นตอนที่ 2: เรียนรู้เรื่อง Conversion
- เรียนรู้การตั้งค่า Conversion (อาจจะใช้ Google Tag Manager)
- วัดพฤติกรรมที่สำคัญ: กดปุ่ม LINE, กดปุ่มโทร, กรอกฟอร์ม, กดสั่งซื้อ
- รอให้มีข้อมูล Conversion พอสมควร (อย่างน้อย 30-50 Conversions/เดือน)
ขั้นตอนที่ 3: เปลี่ยนเป็น Broad Match + Conversion Bidding
- เปลี่ยน Bid Strategy เป็นแบบ Conversion (เช่น Maximize Conversions, Target CPA)
- เปลี่ยนคีย์เวิร์ดจาก Phrase Match บางคำ หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดแบบ Broad Match
- เปิดใช้ AI Max (เฉพาะฟีเจอร์การหา Keyword ให้)
- ปิดฟีเจอร์เขียนข้อความโฆษณาให้ และนำส่งไป URL หลากหลาย
กรณีพิเศษ: ใช้ Exact Match
- ใช้เฉพาะเมื่อค่าโฆษณาต่อคลิกสูงมากๆ (เช่น 100-150 บาท/คลิก)
- แต่คุณจำเป็นต้องทำโฆษณาใน Keyword นั้นจริงๆ
- ใส่เป็น [คีย์เวิร์ด] เพื่อบังคับให้แสดงเฉพาะคำนั้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้
ข้อผิดพลาดที่ 1: ใส่คีย์เวิร์ดแบบไม่มีสัญลักษณ์ + เลือก Maximize Clicks
นี่คือสูตรสำเร็จของการเสียเงินโฆษณาโดยใช้เหตุ เพราะคีย์เวิร์ดแบบไม่มีสัญลักษณ์ = Broad Match ซึ่งจะทำให้โฆษณาไปแสดงกว้างมาก แถมยังเลือก Maximize Clicks อีก ระบบก็จะพยายามหาคำที่คนคลิกเยอะๆ มาให้ ไม่สนว่ามันจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณหรือเปล่า
วิธีแก้: เปลี่ยนเป็น Phrase Match ทันที ครอบคีย์เวิร์ดด้วย “”
ข้อผิดพลาดที่ 2: ใช้ Exact Match แต่งบโฆษณาใช้ไม่หมด
นั่นหมายความว่าคุณบีบให้โฆษณาแสดงน้อยเกินไป ทำให้ไม่ได้ Traffic เข้ามาเพียงพอ โฆษณาก็เลยไม่มีโอกาสได้ผล
วิธีแก้: เปลี่ยนเป็น Phrase Match หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดมากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่ 3: เปิด AI Max ตั้งแต่แรกโดยไม่มีข้อมูล Conversion
AI Max ต้องการข้อมูล Conversion เพื่อเรียนรู้ว่าลูกค้าที่ดีของคุณเป็นอย่างไร ถ้าคุณยังไม่มี Conversion AI ก็ไม่รู้ว่าจะหาใครให้คุณ มันก็เลยไปแสดงโฆษณาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
วิธีแก้: รอจนกว่าจะมี Conversion data พอสมควรก่อน ถึงค่อยเปิด AI Max
คำแนะนำสุดท้ายจากประสบการณ์จริง
การเลือกประเภทคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันต้องการความเข้าใจในพื้นฐาน และความอดทนในการปรับแต่งอย่างสม่ำเสมอ
จากประสบการณ์ 10 ปีของผม ผมเห็นธุรกิจหลายร้อยรายที่ประสบความสำเร็จจาก Google Ads และก็เห็นหลายรายที่เสียเงินไปโดยไม่จำเป็น ความแตกต่างก็อยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม
หลักการง่ายๆ ให้จำ:
- มือใหม่ → Phrase Match + Maximize Clicks + ดู Search Term บ่อยๆ
- มีประสบการณ์แล้ว → Broad Match + Conversion Bidding + AI Max (บางฟีเจอร์)
- คีย์เวิร์ดแพงมาก → Exact Match เฉพาะคำที่จำเป็นจริงๆ
และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมว่า Google Ads เป็นเครื่องมือที่ต้อง ทดสอบ วัดผล ปรับปรุง อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจเหมือนกันหมด แต่ถ้าคุณเริ่มต้นด้วย Phrase Match และค่อยๆ พัฒนาไปตามขั้นตอนที่ผมแนะนำ คุณจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก
ขอให้โชคดีกับการทำโฆษณาของคุณครับ!
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



