5 ปัจจัยหลักที่กำหนดตำแหน่งโฆษณา Google Ads

ทำไมโฆษณาคู่แข่งอยู่ด้านบนเรา? เข้าใจ Ad Rank ประหยัดงบได้จริง

ช่วงคริสต์มาส คนค้นหาอะไรใน Google

ทำไมโฆษณาคู่แข่งอยู่ด้านบนเรา? เข้าใจ Ad Rank ประหยัดงบได้จริง

หลายคนที่ลงโฆษณา Google Ads มักเจอปัญหาเดิมๆ คือโฆษณาตัวเองไม่แสดงขึ้นมา หรือแม้จะแสดงก็อยู่ด้านล่างคู่แข่งเสมอ แล้วพอไปดูก็พบว่า เราจ่ายค่าคลิกไม่ได้ถูกกว่าคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ นี่คือสัญญาณว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจกลไกการจัดอันดับโฆษณาของ Google หรือที่เรียกว่า “Ad Rank” ให้ดีพอ

ความจริงแล้ว การแข่งขันบน Google Search Ads ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ว่าใครจ่ายเงินมากกว่า Google มีอัลกอริทึมที่ซับซ้อนกว่านั้น ถ้าคุณเข้าใจระบบนี้ คุณสามารถทำให้โฆษณาของคุณขึ้นด้านบนคู่แข่งได้ โดยที่เสียเงินถูกกว่าด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับ 5 ปัจจัยหลักที่กำหนดตำแหน่งโฆษณา Google Ads พร้อมเทคนิคการใช้ประโยชน์จากมันเพื่อประหยัดงบโฆษณา

Ad Rank คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับตำแหน่งโฆษณา Google Ads

Ad Rank คือคะแนนที่ Google ใช้ในการตัดสินว่าโฆษณาของใครควรแสดงที่ตำแหน่งไหน โดย Google จะคำนวณคะแนนนี้แบบ real-time ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์คำค้นหาที่ตรงกับ keyword ที่คุณซื้อโฆษณาไว้

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดก็คือ คิดว่าใครจ่ายเงินมากกว่าก็จะได้ตำแหน่งบน แต่จริงๆ แล้ว Ad Rank มันไม่ได้ดูแค่เงินอย่างเดียว มันเป็นการรวมหลายๆ ปัจจัยเข้าด้วยกัน ซึ่งถ้าคุณเล่นให้เป็น คุณอาจจะจ่ายเงินน้อยกว่าคู่แข่งแต่ได้อันดับที่ดีกว่าก็ได้

5 ปัจจัยหลักที่กำหนดตำแหน่งโฆษณา Google Ads

Google ไม่ได้เปิดเผยสูตรการคำนวณ Ad Rank อย่างละเอียด แต่จากการศึกษาและประสบการณ์จริง เราสามารถระบุได้ว่ามีอย่างน้อย 5 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการจัดอันดับโฆษณา มาดูกันทีละตัวว่าแต่ละปัจจัยทำงานอย่างไรและคุณจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร

1. Max CPC Bid – เงินประมูลที่คุณยินดีจ่าย

นี่คือปัจจัยแรกที่ทุกคนคุ้นเคย คือจำนวนเงินสูงสุดที่คุณยินดีจ่ายต่อหนึ่งคลิก แม้ว่าปัจจุบันเราจะใช้ระบบ automated bidding เช่น Maximize Clicks หรือ Maximize Conversions แต่เบื้องหลังมันก็ยังเป็นการประมูลค่าคลิกอยู่ดี

สิ่งที่ควรรู้คือ การตั้งค่า Max CPC สูงๆ ไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้ตำแหน่งดีเสมอไป เพราะมันเป็นแค่หนึ่งในห้าปัจจัย ถ้าปัจจัยอื่นๆ ของคุณแย่ คุณอาจจะต้องจ่ายแพงมากเพื่อชดเชยส่วนที่ขาด

เทคนิคประหยัดงบ: แทนที่จะเพิ่ม bid ไปเรื่อยๆ ลองปรับปัจจัยอื่นให้ดีขึ้นก่อน (ซึ่งเราจะพูดถึงต่อไป) มันจะช่วยให้คุณได้ตำแหน่งที่ดีโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

2. Quality Score – คะแนนคุณภาพที่สำคัญที่สุด

ถ้าจะให้ยกปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการประหยัดเงินโฆษณา ผมจะบอกเลยว่าคือ Quality Score ตัวนี้ Google จะคำนวณทุกครั้งแบบ real-time โดยดูจาก 3 เรื่องหลัก:

Expected CTR (อัตราการคลิกที่คาดหวัง): Google จะประเมินว่าโฆษณาของคุณน่าจะถูกคลิกแค่ไหน โดยดูจากประวัติการคลิกในอดีต ถ้าโฆษณาของคุณมี CTR สูงอยู่แล้ว แสดงว่าคนชอบคลิก คะแนนตัวนี้ก็จะดี

Ad Relevance (ความเกี่ยวข้องของโฆษณา): ข้อความโฆษณาที่คุณเขียนต้องสอดคล้องกับ keyword ที่คุณซื้อ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณซื้อคำว่า “ซื้อรองเท้าวิ่ง” แต่ข้อความโฆษณาไปพูดถึง “เสื้อผ้ากีฬา” ทั่วไป คะแนนส่วนนี้ก็จะต่ำ

Landing Page Experience (ประสบการณ์หน้า Landing Page): หน้าเว็บที่ผู้คลิกเข้าไปต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโฆษณา โหลดเร็ว ใช้งานง่าย และมีข้อมูลที่ผู้ใช้กำลังมองหา

คะแนน Quality Score จะอยู่ระหว่าง 1-10 โดย 10 คือดีที่สุด คุณสามารถเช็คคะแนนนี้ได้ใน Google Ads interface

เทคนิคประหยัดงบ: มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า Quality Score ที่ดีขึ้นจาก 5 เป็น 10 สามารถลดค่าโฆษณาได้ถึง 50% สำหรับตำแหน่งเดียวกัน นี่คือจุดที่คุ้มที่สุดในการลงทุนเวลา

3. Ad Rank Thresholds – เกณฑ์ขั้นต่ำที่คุณต้องผ่าน

นี่คือเรื่องที่หลายคนไม่รู้ แต่สำคัญมาก Google ตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำ (threshold) สำหรับทุก keyword ว่าโฆษณาต้องมี Ad Rank ขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะมีสิทธิ์แสดงได้

เคยเจอไหมที่คุณเลือกโฆษณาคำหนึ่งที่ไม่มีคู่แข่งเลย แต่โฆษณาของคุณก็ไม่โผล่? นี่แหละคือเหตุผล คุณไม่ได้แพ้ใคร แต่คุณไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ Google กำหนด

เทคนิคประหยัดงบ: ถ้าโฆษณาของคุณไม่แสดงหรือแสดงน้อยมาก อย่าเพิ่งรีบเพิ่ม bid ลองปรับ Quality Score ให้ดีขึ้นก่อน เพราะบางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่คุณภาพโฆษณา

4. Context of Query – บริบทรอบข้าง

Google ไม่ได้ดูแค่โฆษณาของคุณอย่างเดียว แต่ยังดูบริบทของการค้นหาด้วย ได้แก่:

  • อุปกรณ์ที่ใช้: มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์
  • สถานที่: ผู้ค้นหาอยู่ที่ไหน
  • เวลา: เช้า กลางวัน หรือกลางคืน
  • สัญญาณอื่นๆ (signals): ที่ Google ไม่ได้เปิดเผยแต่นำมาใช้ในอัลกอริทึม

นี่คือเหตุผลที่คุณอาจจะเห็นว่าโฆษณาของคุณแสดงในตำแหน่งดีบนมือถือ แต่พอดูใน desktop กลับตกไปอยู่ด้านล่าง หรือคนที่อยู่ใกล้ร้านคุณอาจจะเห็นโฆษณาของคุณบ่อยกว่าคนที่อยู่ไกล

เทคนิคประหยัดงบ: ถ้าคุณเป็นธุรกิจที่มีหน้าร้านจริงหรือให้บริการเฉพาะพื้นที่ ให้ใช้ location targeting อย่างชาญฉลาด อย่าเสียเงินโฆษณาคนที่อยู่ไกลเกินกว่าจะมาใช้บริการ

5. Ad Assets Impact – ส่วนขยายที่เพิ่มคุณค่า

ส่วนขยายโฆษณา (เดิมเรียก Ad Extensions ตอนนี้เรียก Ad Assets) เป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่คุณสามารถใส่ลงไปในโฆษณาได้ เช่น:

  • รูปภาพสินค้า (Image Assets)
  • ลิงก์ไปหน้าย่อยอื่นๆ (Sitelink Extensions)
  • เบอร์โทรศัพท์ (Call Extensions)
  • โปรโมชั่นพิเศษ (Promotion Extensions)
  • ที่อยู่ (Location Extensions)

Google คำนวณว่าการใส่ Assets เหล่านี้จะช่วยทำให้โฆษณาของคุณโดดเด่นขึ้น มีโอกาสถูกคลิกมากขึ้น ดังนั้นจึงให้คะแนน Ad Rank เพิ่มขึ้นด้วย

เทคนิคประหยัดงบ: ใส่ Ad Assets ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และเหมาะสม มันไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ช่วยเพิ่มโอกาสให้โฆษณาของคุณขึ้นด้านบนได้

ทำไมการเข้าใจ Ad Rank ถึงช่วยประหยัดงบโฆษณา

เมื่อคุณเข้าใจว่า Ad Rank ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว คุณก็จะเห็นโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณาโดยไม่ต้องเพิ่มงบ

ลองคิดดูว่าถ้าคู่แข่งของคุณเขาจ่ายค่าคลิกอยู่ที่ 20 บาท แต่คุณจ่ายแค่ 15 บาท แต่คุณมี Quality Score ดีกว่า มี Landing Page ที่เหนือกว่า และใส่ Ad Assets ครบถ้วน ผลที่ออกมาคือ Ad Rank ของคุณอาจจะสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้โฆษณาของคุณแสดงด้านบนเขา แถมยังเสียเงินถูกกว่าด้วย

นี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจที่เข้าใจระบบนี้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งตัวใหญ่ได้ โดยไม่ต้องมีงบโฆษณาเท่าเขา หากคุณต้องการคำแนะนำเฉพาะสำหรับธุรกิจของคุณหรือต้องการทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา สามารถปรึกษาบริษัททำ Google Ads ที่มีประสบการณ์ในการบริหาร Ad Rank และเทคนิคการประหยัดงบแบบมืออาชีพ

เทคนิคเพิ่มเติมในการปรับปรุง Ad Rank

มุ่งเน้นที่ Quality Score ก่อนเสมอ

จากประสบการณ์จริง Quality Score คือจุดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ลองเริ่มจาก:

  • เขียนข้อความโฆษณาให้ตรงกับ keyword มากที่สุด อย่าใช้โฆษณาชุดเดียวกันกับทุก keyword
  • แยก ad groups ให้ละเอียด อย่าใส่ keyword หลายสิบคำในกลุ่มเดียว
  • ปรับปรุง Landing Page ให้โหลดเร็ว มี mobile-friendly และมีเนื้อหาตรงกับที่โฆษณาสัญญา

ทดสอบหลายๆ Ad Assets

Google ให้คุณใส่ Assets ได้หลายตัว แล้วระบบจะเลือกแสดงแบบที่เหมาะสมที่สุดให้เอง ดังนั้นอย่าใส่แค่ชุดเดียว ลองใส่หลายๆ แบบแล้วดูว่าอันไหนทำงานได้ดี

ติดตามผลและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

Ad Rank ไม่ใช่เรื่องที่ตั้งแล้วทิ้ง คุณต้องติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ดูว่า Quality Score เป็นอย่างไร โฆษณาแสดงที่ตำแหน่งไหนบ้าง แล้วค่อยปรับปรุง

สรุป: เงินไม่ใช่ทุกอย่างใน Google Ads

ถ้าคุณเคยคิดว่าการทำ Google Ads คือการเผาเงินให้ Google แบบไม่มีทางเลือก บทความนี้น่าจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้คุณได้ ความจริงคือ Google ต้องการให้โฆษณาที่มีคุณภาพแสดงขึ้นมา ไม่ใช่แค่โฆษณาของคนที่จ่ายเงินเยอะ

การเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก 5 ปัจจัยของ Ad Rank จะช่วยให้คุณ:

  • ลดค่าใช้จ่ายโฆษณาลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ได้ตำแหน่งโฆษณาที่ดีกว่าแม้จะมีงบน้อยกว่าคู่แข่ง
  • เพิ่ม ROI จากการลงโฆษณา
  • แข่งขันกับคู่แข่งตัวใหญ่ได้อย่างเท่าเทียม

สิ่งสำคัญคือคุณต้องใช้เวลาทำความเข้าใจระบบและปรับปรุงโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เพิ่ม bid ไปเรื่อยๆ เมื่อผลไม่ดี เริ่มต้นจากการปรับ Quality Score ใส่ Ad Assets ครบ และทำให้ Landing Page ดีที่สุด แล้วคุณจะเห็นว่าตำแหน่งโฆษณาของคุณดีขึ้นโดยที่งบโฆษณาไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

แจก E-book Google VS Facebook ฟรี!!!

เพียงส่งโค้ดในหน้าเว็บนี้เข้ามาที่ไลน์

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!






    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน