ทำ Google Ads ให้ได้ผลในปี 2026

5 เทคนิคที่เอเจนซี่ใช้จริง เทคนิคที่ทำให้แคมเปญของลูกค้าได้ผลดีขึ้น

ช่วงคริสต์มาส คนค้นหาอะไรใน Google

ทำ Google Ads ให้ได้ผลในปี 2026: 5 เทคนิคที่เอเจนซี่ใช้จริง

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าทำ Google Ads แล้วเหมือนเผาเงิน โดยไม่รู้ว่าจะได้อะไรกลับมา คุณไม่ได้โดดเดี่ยว ความจริงก็คือ Google Ads ในปี 2026 เปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมเห็นธุรกิจ SME หลายรายที่พยายามทำเองแต่ไม่ได้ผล บางที่ก็จ้างฟรีแลนซ์ทำแต่ก็ไม่โอเค หรือบางที่ก็เคยทำแล้วได้ผลสักพัก แต่พอมาช่วงหลังๆ ยอดเริ่มตก แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องปรับอะไร

ในบทความนี้ ผมจะมาแชร์ 5 เทคนิคที่เราใช้จริงๆ ในเอเจนซี่ เทคนิคที่ทำให้แคมเปญของลูกค้าได้ผลดีขึ้น ไม่ใช่ทฤษฎีจากตำราหรือแค่คัดลอกจาก Google ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์จริงจากการทดลองและปรับแต่งมาเป็นร้อยๆ แคมเปญ เอาเป็นว่า เราไปดูกันเลยดีกว่า

1. ต้องใช้เว็บไซต์และตั้งค่า Conversion ให้ถูก แล้วปล่อยให้ AI ทำงาน

จริงๆ แล้วนี่คือพื้นฐาน แต่หลายคนยังทำไม่ถูกเลย หรือบางที่ก็ทำครึ่งๆ กลางๆ ผมเจอมาเยอะที่ทำโฆษณาแล้วส่งลูกค้าไปที่หน้า Facebook หรือ Line OA โดยตรง ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะ แต่คุณจะเสียโอกาสเยอะมากที่จะใช้ AI ของ Google ให้เต็มประสิทธิภาพ

ในปี 2026 นี้ คุณต้องมีเว็บไซต์ที่ติดตั้ง Google Tag แล้ววัดผล Conversion ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกดส่งฟอร์ม กดโทร หรือซื้อสินค้า เพราะข้อมูลพวกนี้แหละที่ AI ของ Google จะเอาไปเรียนรู้ว่าลูกค้าที่ Conversion กับคุณมีลักษณะยังไง

พอวัดได้แล้ว สิ่งที่สำคัญมากคือต้องตั้งค่า Bidding Strategy เป็น Maximize Conversions หรือ Maximize Conversion Value ถ้าคุณอยากให้ AI หาลูกค้าที่มีมูลค่าสูง ตอนแรกมันอาจจะดู “ไม่แน่” เพราะคุณไม่ได้บังคับ CPC (ราคาต่อคลิก) เอง แต่เชื่อผมเถอะ ปล่อยให้มันเรียนรู้ซัก 2-3 อาทิตย์ ผลลัพธ์จะดีกว่าการที่คุณไปบังคับ Manual CPC เยอะ

ข้อแม้ก็คือคุณต้องมีงบพอสมควร ถ้างบน้อยมากๆ (ต่ำกว่าวันละ 300-500 บาท) AI อาจจะเรียนรู้ช้า แต่ถ้างบมีประมาณ 20,000-50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป นี่คือจุดที่ AI เริ่มทำงานได้ดีจริงๆ

2. ลองใช้ AI Max ดู – มันคือ “อนาคต” ของ Google Ads

ถ้าคุณยังไม่เคยได้ยินเรื่อง AI Max แนะนำให้ลองศึกษาเลย เพราะนี่คือฟีเจอร์ใหม่ที่ Google กำลังผลักดันอย่างหนัก AI Max ต่างจาก Keyword Targeting แบบปกติตรงที่มันจะใช้ AI ไปหาคีย์เวิร์ดที่คุณอาจไม่เคยคิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณ

ตัวอย่างง่ายๆ คือถ้าคุณขายครีมบำรุงผิว คุณอาจจะตั้ง Keyword ไว้ว่า “ครีมบำรุงหน้า” “ครีมลดริ้วรอย” แต่ AI Max อาจจะไปแสดงโฆษณาคุณในคำค้นอย่าง “วิธีดูแลผิวหน้าแห้ง” หรือ “ผิวหมองคล้ำทำยังไง” ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่กำลังมีปัญหาและกำลังหาทางแก้

ที่สำคัญคือ AI Max จะเลือก Landing Page ที่เหมาะสมให้อัตโนมัติจากเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้นยิ่งคุณมีบทความหรือหน้าเนื้อหาที่หลากหลายมากเท่าไหร่ AI ก็จะเลือกส่งลูกค้าไปที่หน้าที่ตรงกับความต้องการมากที่สุดได้ดีขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้าคนค้นหา “ครีมบำรุงผิวแห้ง” AI อาจจะส่งไปหน้าบทความเรื่อง “วิธีดูแลผิวแห้ง” ที่มีลิงก์ไปยังสินค้าของคุณ

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ มีข่าวลือว่า Google กำลังจะเปิดให้แสดงโฆษณาใน AI Mode (เหมือน AI Overviews ที่เห็นบน Search Results) และวิธีที่น่าจะทำให้โฆษณาของคุณไปโผล่ตรงนั้นได้ก็คือ การใช้ AI Max นั่นเอง ดังนั้นถ้าคุณเริ่มทดลองใช้ตั้งแต่ตอนนี้ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

แต่ข้อควรระวังก็คือ อย่าเอางบทั้งหมดไปใส่ AI Max ทีเดียว แนะนำให้แบ่งงบ 20-30% ไปทดลองก่อน แล้วดูผลว่าเป็นยังไง

3. ใช้ Performance Max เสริม Search Ads – ผลลัพธ์ดีขึ้นจริง

ถ้าคุณถามว่า “ผมทำ Search Ads อยู่แล้ว แล้วจะต้องทำ Performance Max ด้วยเหรอ” คำตอบคือ ลองเสริมดูสิ แล้วคุณจะประหลาใจกับผลลัพธ์

จากประสบการณ์จริงที่ผมทดลองมา ถ้ารัน Search Ads อยู่แล้วและเพิ่ม Performance Max เข้าไปเสริม ผลรวมของทั้งสองแคมเปญจะดีกว่าการรันแค่ Search Ads อย่างเดียว Performance Max จะไปแสดงโฆษณาของคุณในหลายที่ ทั้ง YouTube, Gmail, Display Network และที่สำคัญคือ Google Maps ด้วย

สิ่งที่ดีอีกอย่างคือ Performance Max จะไปเสริม Search Ads ของคุณด้วย มันไม่ได้มาแย่งกัน แต่มันจะไปหาโอกาสที่ Search Ads อาจจะพลาด เช่น คนที่ยังไม่พร้อมจะค้นหาโดยตรง แต่กำลังดู YouTube อยู่ หรือกำลังมองหาร้านบน Google Maps

แต่ข้อแม้ของ Performance Max ก็คือคุณต้องเตรียม Assets ให้ครบ คือภาพ วิดีโอ หัวข้อโฆษณา และคำบรรยาย Google จะเอาไปปั่นโฆษณาหลายรูปแบบให้เอง การเตรียม Assets ที่ดีจะทำให้แคมเปญนี้ได้ผลดีขึ้นเยอะ หลายคนที่ทำแล้วไม่ได้ผล มักจะเป็นเพราะใส่ภาพ-ข้อความไม่ค่อยดี หรือใส่แค่ไม่กี่รูปแบบ

สำหรับ SME ที่มีงบจำกัด ผมแนะนำให้แบ่งงบประมาณ 60-70% ไปที่ Search Ads และ 30-40% ไปที่ Performance Max จะได้ทั้ง Coverage กว้างและควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

4. ทำ Negative Keyword สม่ำเสมอ – ประหยัดเงินได้เยอะ

นี่เป็นเทคนิคที่คนมักจะลืม หรือไม่ก็ทำแค่ตอนเริ่มต้นแล้วก็ปล่อยทิ้งไป แต่จริงๆ แล้วการทำ Negative Keyword คือการ “เซฟเงิน” ที่คุ้มค่าที่สุด

Negative Keyword คือการบอก Google ว่า “อย่าไปแสดงโฆษณาของฉันในคำค้นหาพวกนี้” ยกตัวอย่าง ถ้าคุณขายคอร์สเรียนออนไลน์ แต่มันเป็นคอร์สเสียเงิน คุณก็ต้องใส่ Negative Keyword อย่างเช่น “ฟรี” “ดาวน์โหลด” “crack” เป็นต้น ไม่งั้นโฆษณาของคุณจะไปโผล่ให้คนที่หาของฟรีเห็น แล้วคุณก็จะเสียเงินโฆษณาไปเฉยๆ

ถึงแม้ว่าเราจะปล่อยให้ AI หาคีย์เวิร์ดให้แล้วก็ตาม มันก็ยังส่งโฆษณาไปในคำค้นหาที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายอยู่ดี ผมเจอมาเยอะที่ลูกค้าทำโฆษณาขายสินค้าในไทย แต่โฆษณาไปโผล่ให้คนที่ค้นหาเป็นภาษาอังกฤษ หรือค้นหาเกี่ยวกับประเทศอื่นเห็น

ผมแนะนำให้ทำ Negative Keyword อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเข้าไปดู Search Terms Report ว่ามีคำค้นหาอะไรบ้างที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วก็เพิ่มเข้า Negative Keyword List ไป ทำไปเรื่อยๆ แคมเปญของคุณจะแม่นยำขึ้นทุกสัปดาห์ และที่สำคัญคือเงินโฆษณาจะถูกใช้กับคนที่ใช่มากขึ้น

เคล็ดลับอีกอย่างคือ ถ้าคุณมีหลายแคมเปญ ให้สร้าง Negative Keyword List ขึ้นมาแล้ว Apply ไปที่ทุกแคมเปญเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งเพิ่มทีละแคมเปญ

5. ตรวจดูผลและปรับแต่งสม่ำเสมอ – ข้อนี้สำคัญที่สุด

ผมบอกตามตรงเลยว่า นี่คือข้อที่สำคัญที่สุด แต่ก็เป็นข้อที่คนมักจะทำน้อยที่สุดด้วย หลายคนตั้งแคมเปญ Google Ads แล้วก็ปล่อยทิ้งไป นึกว่า AI จะดูแลให้หมด แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น

AI ของ Google เก่งจริง แต่มันก็ต้องการข้อมูลและการปรับแต่งจากคุณด้วย ถ้าคุณไม่เข้าไปดูเลย ก็เหมือนกับว่าคุณจ้างพนักงานมาแล้วไม่เคยสอนหรือให้ Feedback เลย แล้วจะหวังว่าเขาจะทำงานได้ดีเองได้ยังไง

ผมแนะนำให้ตรวจดูแคมเปญอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยดูที่:
Search Terms: มีคำค้นหาอะไรแปลกๆ บ้างไหม ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
Ad Performance: โฆษณาไหนได้ผลดี ไหนไม่ดี ลอง Pause โฆษณาที่ไม่ได้ผลแล้วสร้างใหม่
Landing Page Experience: อัตราการ Bounce สูงไหม อาจจะต้องปรับหน้า Landing Page
Budget Pacing: งบหมดเร็วหรือช้าเกินไป อาจจะต้องปรับ
Conversion Rate: ลูกค้าที่คลิกเข้ามา กี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำ Conversion จริง

การปรับแต่งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่ทุกครั้ง บางทีแค่ปรับข้อความโฆษณานิดหน่อย หรือเพิ่ม Negative Keyword ไปสักสิบคำ ก็ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้แล้ว ที่สำคัญคือต้องสม่ำเสมอ อย่าปล่อยแคมเปญทิ้งไว้นานเกินสัปดาห์

อีกอย่างคือ อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าแคมเปญไม่ได้ผลภายในอาทิตย์แรก หลายคนเปิดแคมเปญแล้วไม่เห็นยอดขายทันที ก็รีบปิดทิ้ง ความจริงคือ Google Ads ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ Maximize Conversions หรือ Performance Max ต้องให้เวลามันหน่อย

และถ้าคุณรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป หรือไม่มีเวลามาดูแลสม่ำเสมอ การจ้างบริษัททำ Google Adsที่มีประสบการณ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะพวกเขามีทีมที่คอยดูแลและปรับแต่งให้คุณอยู่แล้ว คุณก็แค่รอดูผลลัพธ์และพัฒนาธุรกิจของคุณต่อไป

สรุป: Google Ads ในปี 2026 ต้องใช้ AI เข้าช่วย

Google Ads ในปี 2026 ไม่ได้ยากขึ้น แต่มันต้องการความเข้าใจและการดูแลที่ละเอียดมากขึ้น ถ้าคุณคิดว่าตั้งแคมเปญแล้วปล่อยทิ้งไว้ได้ คุณอาจจะเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถ้าคุณทำตาม 5 เทคนิคนี้:

1. ตั้งค่า Conversion ให้ถูกและใช้ Maximize Conversions
2. ทดลองใช้ AI Max เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
3. เพิ่ม Performance Max เสริม Search Ads
4. ทำ Negative Keyword สม่ำเสมอ
5. ตรวจดูผลและปรับแต่งอย่างสม่ำเสมอ

แคมเปญของคุณจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้นเยอะ จำไว้ว่า Google Ads ไม่ใช่เครื่องจักรพิมพ์เงิน แต่ถ้าคุณใช้มันอย่างถูกวิธีและมีกลยุทธ์ มันสามารถเป็นช่องทางที่ทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ไม่ว่าคุณจะเป็น SME ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ทดลองสิ่งใหม่ๆ และปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณทำได้ Google Ads จะเป็นเพื่อนที่ดีของคุณในการทำธุรกิจออนไลน์อย่างแน่นอน

แจก E-book Google VS Facebook ฟรี!!!

เพียงส่งโค้ดในหน้าเว็บนี้เข้ามาที่ไลน์

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!






    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน