ยิงแอด Facebook หรือ TikTok ดีกว่ากัน?
เราจะมาวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มแบบละเอียด
ยิงแอด Facebook หรือ TikTok ดีกว่ากัน? เปรียบเทียบแบบละเอียด
ถ้าคุณกำลังวางแผนงบโฆษณาออนไลน์สำหรับปี 2026 แล้วยังไม่แน่ใจว่าควรจะลงทุนกับ Facebook Ads หรือ TikTok Ads วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มแบบละเอียด พร้อมข้อมูลสถิติจริงและแนวทางการใช้งานที่เหมาะกับธุรกิจ SME ในไทย
Facebook กับ TikTok ในปี 2026 พัฒนาไปไกลแค่ไหน?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าทั้ง Facebook และ TikTok ในปี 2026 นี้ไม่ใช่แพลตฟอร์มเดิมที่เราเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว ทั้งสองพัฒนา AI และระบบโฆษณาจนทรงพลังมาก
Facebook ตอนนี้มีระบบ Advantage Plus ที่ใช้ AI ช่วยหากลุ่มเป้าหมายที่พร้อมซื้อให้คุณโดยอัตโนมัติ คุณแทบไม่ต้องตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายเองเลย ระบบจะวิเคราะห์และหาคนที่มีโอกาสซื้อสูงสุดมาให้
ส่วน TikTok ก็ไม่น้อยหน้า มี Algorithm ที่แม่นยำมากในการหาคนที่ชอบดูคอนเทนต์แบบของคุณ และที่สำคัญคือมี TikTok Shop ที่ทำให้ลูกค้าซื้อของได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากแอป ซึ่งลดขั้นตอนการซื้อลงไปอย่างมาก
อัตราการแปลงเป็นยอดขาย (Conversion Rate) ต่างกันมากไหม?
นี่คือจุดที่หลายคนสนใจมากที่สุด จากข้อมูลในปี 2025 Facebook ยังคงมีอัตราการแปลงเป็นยอดขายที่สูงกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9% ในขณะที่ TikTok อยู่ที่ประมาณ 1.5-3%
ถ้าดูแค่ตัวเลขนี้ อาจจะคิดว่า Facebook ชนะขาดลอย แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะต้องดูอีกหลายปัจจัยประกอบกัน
ค่าโฆษณาแพงกว่ากันเท่าไหร่?
สำหรับธุรกิจ SME ที่มีงบจำกัด เรื่องค่าโฆษณาเป็นสิ่งสำคัญมาก
ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง (CPM) บน Facebook อยู่ที่ประมาณ 200 บาท ส่วน TikTok อยู่ที่ 120 – 250 บาท ซึ่งถือว่าไม่ต่างกันมาก
แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมาก คือ TikTok ให้ Organic Reach หรือการเข้าถึงแบบไม่ต้องจ่ายเงินที่สูงกว่า Facebook ถึง 5-15 เท่า
ตัวเลขน่าสนใจคือ ถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ติดตามไม่เกินหนึ่งหมื่นคน คุณจะได้การเข้าถึงประมาณ 25-30% บน TikTok แต่บน Facebook จะได้เพียง 2.6-5.2% เท่านั้น ต่างกันมากจริงๆ
กลุ่มเป้าหมายต่างกันอย่างไร?
นี่คือจุดสำคัญที่คุณต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจ
Facebook ยังคงเป็นที่นิยมของคนวัยทำงานและผู้ใหญ่ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้มักจะมีกำลังซื้อสูง และตัดสินใจซื้อของได้เร็วกว่าเมื่อเจอโฆษณาที่น่าสนใจ พวกเขาใช้เวลาในการพิจารณามากกว่า แต่เมื่อตัดสินใจแล้วมักจะซื้อจริง
TikTok ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็น Gen Z และ Millennials ที่มีอายุ 15-35 ปี กลุ่มนี้ชอบคอนเทนต์ที่สนุก เป็นธรรมชาติ และมักจะซื้อของแบบ Impulse Buying หรือซื้อตามอารมณ์ เห็นแล้วชอบก็กดซื้อเลย
ธุรกิจแบบไหนควรเลือก Facebook?
ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการประเภทนี้ Facebook น่าจะเหมาะกว่า:
- สินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพง
- บริการที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือ เช่น ประกันชีวิต ประกันภัย บริการทางการเงิน
- บริการเสริมความงาม เช่น ศัลยกรรม คลินิกความงาม สปา
- สินค้า B2B ที่ขายให้กับธุรกิจอื่น
เหตุผลก็เพราะว่าคนบน Facebook มักจะใช้เวลาในการตัดสินใจมากกว่า และ Facebook มีเครื่องมือ Retargeting ที่ดีมาก คุณสามารถตามติดคนที่เคยเข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณจนกว่าเขาจะตัดสินใจซื้อได้
สำหรับธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์ Facebook Ads แบบมืออาชีพ สามารถปรึกษาบริการรับยิงแอด Facebook Adsที่มีประสบการณ์ทำงานกับ SME โดยตรง
ธุรกิจแบบไหนควรเลือก TikTok?
ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการประเภทนี้ TikTok น่าจะโดนใจกว่า:
- สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป็า
- เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะที่มีความยูนีคหรือน่าสนใจ
- สินค้าไลฟ์สไตล์ ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์กีฬา
- สินค้าที่ราคาไม่สูงมาก และมีโอกาส Viral ได้
โดยเฉพาะในตอนนี้ TikTok Shop กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย จากข้อมูลปี 2025 ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยยอดขายมากกว่า 512 ล้านรายการ คิดเป็น 25.8% ของยอดขายทั้งหมดในภูมิภาค
นอกจากนี้ TikTok Shop ในไทยยังมีผู้ขายมากกว่า 48,000 ร้าน และมีการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง
Engagement Rate ต่างกันมากไหม?
นี่คือจุดที่ TikTok ชนะอย่างขาดลอย
จากข้อมูลจริง TikTok มี Engagement Rate หรืออัตราการมีส่วนร่วมที่สูงกว่า Facebook ถึง 3-7 เท่า
โดยเฉลี่ย TikTok มี Engagement อยู่ที่ 2.5-4.86% ในขณะที่ Facebook อยู่ที่เพียง 0.07-1.7% เท่านั้น
นี่หมายความว่า คนบน TikTok มักจะกด Like, Comment, Share หรือโต้ตอบกับคอนเทนต์ของคุณมากกว่า ซึ่งช่วยให้คอนเทนต์ของคุณแพร่กระจายได้ไกลขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน Facebook มี Conversion Rate ที่สูงกว่า โดยเฉพาะกับสินค้าที่มีมูลค่าสูง แสดงให้เห็นว่าคนบน Facebook มักจะซื้อของจริงมากกว่าแค่ดูเล่นๆ
Algorithm ทำงานต่างกันอย่างไร?
การทำความเข้าใจ Algorithm ของแต่ละแพลตฟอร์มจะช่วยให้คุณทำโฆษณาได้ดีขึ้น
Facebook ใช้ข้อมูลจากสิ่งที่คุณเคยทำบน Facebook และความสนใจของคุณมาเลือกว่าจะแสดงโฆษณาอะไร ระบบจะดูจากประวัติการคลิก การซื้อของ และพฤติกรรมต่างๆ ที่คุณทำ
TikTok ใช้ AI ที่วิเคราะห์จากพฤติกรรมการดูวิดีโอเป็นหลัก ถ้าคุณดูวิดีโอเกี่ยวกับอะไรนานๆ หรือดูซ้ำหลายรอบ TikTok จะแสดงคอนเทนต์และโฆษณาที่เกี่ยวข้องให้คุณเห็นมากขึ้น
คอนเทนต์ต้องแตกต่างกันไหม?
คำตอบคือ แตกต่างกันมาก และนี่คือสิ่งสำคัญที่หลายคนมักจะพลาด
คอนเทนต์บน TikTok:
- ต้องเน้นความสนุก ความเป็นธรรมชาติ
- ไม่ควรดูเป็นโฆษณามากเกินไป
- ถ่ายด้วยมือถือง่ายๆ ก็ได้ผล
- 3 วินาทีแรกต้องดึงดูดความสนใจได้ทันที เพราะคนเลื่อนฟีดเร็วมาก
- ใช้เพลงยอดฮิต หรือ Trending sound ช่วย
- แสดงให้เห็นการใช้สินค้าจริง
คอนเทนต์บน Facebook:
- ควรดูเป็นมืออาชีพมากกว่า
- ใช้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอได้
- ภาพต้องคมชัดคุณภาพสูง
- อธิบายรายละเอียดได้มากกว่า
- ใส่ Call to Action ที่ชัดเจน (ซื้อเลย, ดูเพิ่มเติม)
- สามารถใช้ Carousel Ads แสดงหลายมุมของสินค้า
งบน้อยควรเลือกอย่างไร?
ถ้าคุณเป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น และมีงบจำกัด แนะนำให้:
เริ่มจาก TikTok ก่อน เพราะ:
- ค่าใช้จ่ายในการทดลองต่ำกว่า
- มีโอกาสที่คอนเทนต์จะ Viral ได้ง่ายกว่า
- เข้าถึงคนได้มากโดยไม่ต้องลงทุนมาก
- ทดลองทำคอนเทนต์หลายแบบได้เร็ว
เมื่อคุณเริ่มมีลูกค้าและมีงบมากขึ้น ค่อยเพิ่ม Facebook เข้ามา เพื่อ:
- ทำ Retargeting ตามติดลูกค้าเก่า
- เพิ่มยอดขายจากคนที่เคยสนใจ
- สร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคืออะไร?
ในความคิดของเรา ธุรกิจที่จะชนะในปี 2026 ไม่ใช่คนที่เลือกใช้แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่คือคนที่รู้จักใช้ทั้งสองอย่างให้เสริมกันและกัน
วิธีนี้เรียกว่า Hybrid Strategy คือการแบ่งงบไปทั้งสอง platform อย่างมีกลยุทธ์
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีงบ 20,000 บาทต่อเดือน:
- 6,000-10,000 บาท ไปที่ TikTok → สร้างกระแส หาลูกค้าใหม่
- 10,000-14,000 บาท ไปที่ Facebook → ทำ Retargeting ปิดการขาย
ข้อดีของวิธีนี้คือ คุณได้ทั้งการเข้าถึงที่กว้างและราคาถูกจาก TikTok พร้อมกับการปิดการขายที่แม่นยำจาก Facebook
การวัดผลสำคัญอย่างไร?
ไม่ว่าคุณจะลงโฆษณาที่ไหน การวัดผลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ทั้ง Facebook และ TikTok มีเครื่องมือ A/B Testing ที่ให้คุณลองเปรียบเทียบโฆษณาหลายแบบพร้อมกัน ดูว่าโฆษณาแบบไหนได้ผลดี แบบไหนไม่ดี แล้วปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เมื่อคุณรู้ว่าโฆษณาแบบไหนได้ผล ก็เพิ่มงบให้กับโฆษณานั้นมากขึ้น และหยุดโฆษณาที่ไม่ได้ผล
Metrics ที่ควรติดตาม:
- CTR (Click-Through Rate) – อัตราการคลิก
- CPC (Cost Per Click) – ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก
- Conversion Rate – อัตราการแปลงเป็นยอดขาย
- ROAS (Return on Ad Spend) – ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา
สุดท้าย: ควรเลือกแบบไหนดี?
ไม่มีคำตอบที่ว่า Facebook หรือ TikTok ดีกว่ากันแบบเด็ดขาด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ:
✅ คุณขายอะไร – สินค้าราคาสูงหรือต่ำ
✅ กลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นใคร – วัยไหน ชอบอะไร
✅ คุณมีทักษะในการทำคอนเทนต์แบบไหน – ถ่ายวิดีโอเป็นไหม
✅ งบที่มี – มากหรือน้อย
✅ เป้าหมายทางธุรกิจ – อยากได้ยอดขายเร็วหรือสร้าง brand
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องเข้าใจลูกค้าของคุณ ว่าเขาอยู่ที่ไหน และเขาชอบรับข้อมูลแบบไหน
การทำ Hybrid Strategy จะช่วยให้คุณครอบคลุมคนทั้งสองแพลตฟอร์มได้ เมื่อคุณใช้ทั้งสองอย่างแบบมีกลยุทธ์ คุณจะได้เปรียบคู่แข่งที่เลือกใช้แค่อย่างเดียว
ลองเริ่มจากแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุดก่อน ทดลองวัดผล แล้วค่อยๆ ปรับและขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ความสำเร็จจะตามมาครับ
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



