Facebook Ads 2026: 5 เทคนิคใหม่ที่คนยิงแอดต้องรู้

5 เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ Facebook Ads ในปี 2026 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงคริสต์มาส คนค้นหาอะไรใน Google

Facebook Ads 2026: 5 เทคนิคใหม่ที่คนยิงแอดต้องรู้

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าการยิงแอด Facebook ในช่วงหลังๆ นี้มันยากขึ้นเรื่อยๆ คุณไม่ได้คิดไปเอง Facebook Ads ในปี 2026 เปลี่ยนไปมากจริงๆ โดยเฉพาะการที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการแคมเปญ ทำให้วิธีการยิงแอดแบบเดิมๆ ที่เคยได้ผลดีในอดีต อาจจะไม่ได้ผลเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

จากประสบการณ์ที่ทำงานกับธุรกิจ SME มาหลายปี ผมได้เห็นปัญหาซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นบ่อย หลายธุรกิจยังคงใช้วิธีการยิงแอดแบบเก่าอยู่ เช่น การตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายแบบเดิมๆ การใช้ชิ้นงานโฆษณาแบบง่ายๆ หรือการไม่ติดตามผลอย่างจริงจัง แล้วก็มักสงสัยว่าทำไมต้นทุนต่อการขายสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือทำไมยอดขายไม่เติบโตตามที่คาดหวัง บางธุรกิจเผลอไหลเงินไปเป็นแสนโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเลย

วันนี้ผมจะมาแชร์ 5 เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้ Facebook Ads ในปี 2026 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มต้นยิงแอด Facebook หรือทำมาสักพักแล้วแต่รู้สึกว่าติดขัดและอยากปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้น ทุกเทคนิคที่จะพูดถึงนี้ เป็นสิ่งที่ผมได้ทดลองและใช้จริงกับลูกค้า พร้อมทั้งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนว่าได้ผลดีกว่าวิธีเก่าจริง

1. เลือกใช้กลุ่มเป้าหมายให้เหมาะกับงบโฆษณา

นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมเจอบ่อยที่สุด หลายคนเห็นว่า Facebook มีฟีเจอร์ Advantage+ Audience ที่ใช้ AI หากลุ่มเป้าหมายให้อัตโนมัติ ก็คิดว่าเปิดใช้งานแล้วปล่อยให้ระบบทำงานเองไปเลย ไม่ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายอะไรเพิ่ม แต่ความจริงแล้ว การเลือกใช้ Advantage+ ต้องดูที่งบโฆษณาของคุณด้วย

ถ้ามีงบโฆษณาเยอะ (เช่น วันละ 1,000 บาทขึ้นไป หรือเดือนละ 30,000 บาทขึ้นไป) การเปิดใช้กลุ่มเป้าหมาย Advantage+ จะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะระบบ AI ของ Facebook จะมีข้อมูลมากพอที่จะเรียนรู้และหากลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมให้คุณได้อย่างแม่นยำ มันจะทดลอง show โฆษณาให้กับกลุ่มคนหลากหลาย วิเคราะห์ว่ากลุ่มไหนให้ผลลัพธ์ดี แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มการแสดงผลไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อสูง

แต่ถ้างบโฆษณาไม่มาก เช่น วันละ 100-500 บาท หรือเดือนละไม่เกิน 10,000-15,000 บาท ผมแนะนำให้เลือกใช้กลุ่มเป้าหมายที่บันทึกไว้ (Saved Audience) แทน คุณควรเลือกรายละเอียดของกลุ่มเป้าหมายเองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประชากร (อายุ เพศ) ความสนใจ (interests) หรือพฤติกรรม (behaviors) โดยจำกัดจำนวนคนในกลุ่มเป้าหมายไว้ประมาณ 2-4 ล้านคน ไม่ควรกว้างเกิน 5 ล้านคน เพราะจะทำให้งบโฆษณาที่จำกัดกระจายตัวมากเกินไป

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจในไทยคือ ให้เน้นไปที่พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล หรือเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ ขอนแก่น เพราะจะเพิ่มโอกาสในการเจอคนที่มีกำลังซื้อจริงๆ มากกว่าการกระจายงบโฆษณาไปทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ conversion rate ดีขึ้นและต้นทุนต่อการขายถูกลงได้

2. ติดตั้ง Facebook Pixel และ Conversion API อย่างถูกต้อง

ถ้าคุณอยากให้กลุ่มเป้าหมาย Advantage+ ทำงานได้ดีจริงๆ หรือแม้แต่การใช้ Saved Audience แบบปกติ คุณจำเป็นต้องวางโค้ด Facebook Pixel ไว้บนหน้าเว็บไซต์ของคุณ และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องทำการติดตั้งคอนเวอร์ชั่น (Conversion Tracking) ให้ครบถ้วนและถูกต้อง

ข้อมูลจาก Pixel นี้จะช่วยให้ AI ของ Facebook Ads ได้รับข้อมูลมากขึ้น เพราะมันจะรู้ว่าคนที่คลิกเข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณมีพฤติกรรมอย่างไร ใครที่กดดูสินค้า ใครที่ใส่ตะกร้า และที่สำคัญคือใครที่ซื้อสินค้าจริงๆ เมื่อระบบรู้ข้อมูลเหล่านี้ มันก็จะเข้าใจว่าคนแบบไหนที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แล้วก็จะไปหาคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาให้ในแคมเปญถัดไป

แต่ในปี 2026 การวาง Pixel อย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป ทำไมล่ะ? เพราะ iOS ของ Apple และ browser หลายตัวอย่าง Safari และ Chrome มีการบลอกหรือจำกัดคุกกี้ (cookies) เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ทำให้ข้อมูลที่เก็บได้จาก Pixel อาจไม่ครบถ้วนหรือไม่แม่นยำเท่าที่ควร

วิธีแก้ปัญหานี้คือ แนะนำให้ติดตั้ง Conversion API (CAPI) ด้วย ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลจาก server ของคุณไปหา Facebook โดยตรง ไม่ผ่าน browser ของผู้ใช้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและความครบถ้วนของข้อมูลได้มาก ทำให้ Facebook สามารถ optimize แคมเปญของคุณได้ดีขึ้น และลด cost per conversion ลงได้

ถ้าคุณใช้ WordPress หรือ Shopify ส่วนใหญ่จะมี plugin หรือ app ที่ช่วยติดตั้ง CAPI ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ custom อาจต้องให้โปรแกรมเมอร์ช่วยติดตั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้คุ้มค่าที่จะลงทุนเพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณาได้อย่างเห็นได้ชัด

3. สร้างชิ้นงานโฆษณาที่มีคุณภาพและหลากหลาย

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการยิงแอด Facebook ปี 2026 เลยก็ว่าได้ เพราะ AI ของ Facebook จะเรียนรู้จากชิ้นงานโฆษณาของคุณ เพื่อเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมให้ ถ้าชิ้นงานโฆษณาของคุณไม่ดึงดูด ไม่น่าสนใจ แม้ว่าระบบจะส่งโฆษณาไปหาคนที่ใช่ คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่สนใจหรือไม่คลิก

ดังนั้น คุณควรเน้นทำโฆษณาให้มีคุณภาพ เริ่มจากการเขียน key message ที่ดึงดูดและตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ลองถามตัวเองว่า ถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณจะสนใจโฆษณานี้ไหม? มันแก้ปัญหาอะไรให้คุณ? มันมี benefit ชัดเจนไหม? การเขียน copy ที่ดีต้องพูดถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ ไม่ใช่แค่ features ของสินค้า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเขียนว่า “เครื่องกรองน้ำระบบ RO 5 ขั้นตอน” ลองเขียนว่า “ดื่มน้ำสะอาด ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องสารปนเปื้อน” แบบหลังจะดึงดูดความสนใจและสร้าง engagement ได้ดีกว่า

นอกจาก copy แล้ว คุณควรสร้างชิ้นงานโฆษณาที่หลากหลายทั้งในแง่ของรูปแบบและเนื้อหา เช่น:

  • ภาพนิ่ง – เหมาะกับการสื่อสารข้อความที่ชัดเจน มี Call-to-Action (CTA) ที่เด่น ควรใช้ภาพที่มีความละเอียดสูง สีสันสดใส และมีข้อความที่อ่านง่ายแม้ดูบนหน้าจอมือถือ
  • ภาพอัลบัม (Carousel) – ใช้แสดงหลายผลิตภัณฑ์หรือหลายมุมมองของสินค้า เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหลายรุ่นหรือต้องการเล่าเรื่อง (storytelling) ผ่านหลายภาพ
  • วิดีโอแนวตั้ง – ทำงานได้ดีบน mobile และ Stories มีอัตราการมีส่วนร่วมสูง วิดีโอควรสั้นกะทัดรัด 15-30 วินาที ดึงดูดความสนใจภายใน 3 วินาทีแรก และไม่ต้องเปิดเสียงก็เข้าใจได้ (ใส่ subtitle)
  • วิดีโอแนวนอน – เหมาะกับการอธิบายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ซับซ้อน หรือการทำ product demo ที่ต้องการเวลาในการอธิบาย

การทดสอบชิ้นงานหลายๆ แบบจะช่วยให้ AI ของ Facebook เรียนรู้ว่าชิ้นงานไหนได้ผลดีกับกลุ่มเป้าหมายไหน แล้วค่อยๆ optimize ให้โฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่ากลัวที่จะทดลองและปรับเปลี่ยนชิ้นงานบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่า frequency สูงขึ้น (คนเริ่มเห็นโฆษณาซ้ำบ่อย) ก็ควรเปลี่ยนชิ้นงานใหม่เพื่อป้องกัน ad fatigue

4. เก็บข้อมูล First-Party Data และสร้าง Custom Audience

ในยุคที่ Third-Party Data กำลังจะหายไป (หรือหายไปแล้วก็ว่าได้) การมีข้อมูลลูกค้าของตัวเองกลายเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ทั้ง iOS และ Chrome มีการปิดกั้นหรือจำกัดการส่งข้อมูลแบบเดิม ทำให้ข้อมูลที่ Facebook ได้รับน้อยลง ประสิทธิภาพการยิงแอดก็ลดลงตามไปด้วย

นอกจากจะยิงแอด Facebook เพื่อหาลูกค้าใหม่แล้ว สิ่งที่สำคัญมากคือคุณควรเก็บข้อมูลลูกค้าในฐานข้อมูลของคุณเอง หรือที่เรียกว่า First-Party Data ข้อมูลเหล่านี้รวมถึง อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ชื่อ-นามสกุล และที่สำคัญคือพฤติกรรมการซื้อ เช่น ซื้ออะไรบ้าง ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อบ่อยแค่ไหน มูลค่าการซื้อเฉลี่ยเท่าไหร่

วิธีเก็บข้อมูลเหล่านี้มีหลายแบบ:

  • ระบบ CRM – ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ที่จะช่วยเก็บข้อมูลและประวัติการซื้อของลูกค้าทุกคน
  • Line Official Account – เก็บข้อมูลผู้ติดตามและสามารถส่ง broadcast ได้
  • ระบบสมาชิก – บนเว็บไซต์ของคุณ ให้ลูกค้าสมัครสมาชิกเพื่อรับส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ
  • Google Forms หรือ Typeform – เก็บข้อมูลจากแบบสำรวจหรือแบบฟอร์มสนใจสินค้า

เมื่อคุณมีข้อมูลเหล่านี้แล้ว สามารถนำมาสร้าง Custom Audience บน Facebook ได้ โดยการอัพโหลดข้อมูลลูกค้า (เช่น อีเมลหรือเบอร์โทร) เข้าไปใน Facebook Ads Manager ซึ่งจะช่วยให้ Facebook Ads มี “ไอเดีย” ในการหาลูกค้าได้มากขึ้น

คุณสามารถใช้ Custom Audience นี้ได้หลายแบบ:

  • Retargeting – ยิงโฆษณากลับไปหาคนที่เคยซื้อแล้ว เพื่อขาย cross-sell หรือ upsell สินค้าตัวอื่น
  • Lookalike Audience – ให้ Facebook หาคนที่มีลักษณะคล้ายกับลูกค้าปัจจุบันของคุณ วิธีนี้ทำงานได้ดีมากเพราะระบบจะวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของลูกค้าที่ดีของคุณ แล้วไปหาคนที่คล้ายกันมาให้
  • Exclusion – ตัดกลุ่มคนที่ซื้อไปแล้วออกจากแคมเปญหาลูกค้าใหม่ เพื่อไม่ให้เสียงบไปกับคนที่เป็นลูกค้าอยู่แล้ว

หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการยิงแอด Facebook วางระบบติดตามข้อมูลหรือสร้างกลยุทธ์โฆษณาแบบครบวงจร ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่รับยิงแอด Facebook Adsอย่างมืออาชีพ ซึ่งจะช่วยให้คุณตั้งค่าระบบเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องและใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการทดลองผิดทดลองถูกและประหยัดงบโฆษณาได้มาก

5. ตรวจดูผลลัพธ์และปรับแต่งแคมเปญอย่างสม่ำเสมอ

ข้อสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด และเป็น Best Practice ที่ผมแนะนำลูกค้าทุกรายเสมอ นั่นคือการตรวจดูผลลัพธ์และปรับแต่งแคมเปญอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ตั้งแคมเปญแล้วปล่อยทิ้งไว้

แม้ว่า AI ของ Facebook จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และสามารถ optimize แคมเปญได้เองบางส่วน แต่มันก็ยังต้องการคนคอยดูแลและตัดสินใจบางอย่างที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การตัดสินใจว่าควรเปลี่ยนชิ้นงานโฆษณา ปรับกลุ่มเป้าหมาย หรือเพิ่ม-ลดงบโฆษณา

คุณควรเช็คผลลัพธ์ของแคมเปญอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยดูที่ตัวชี้วัดสำคัญเหล่านี้:

  • Cost per Result (CPR) – ต้นทุนต่อการได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น ต้นทุนต่อการขาย ต้นทุนต่อ lead หรือต้นทุนต่อการเพิ่มเพื่อน Line ถ้าเห็นว่าตัวเลขนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าต้องปรับปรุงอะไรบางอย่าง
  • Click-Through Rate (CTR) – อัตราการคลิกโฆษณา บอกได้ว่าโฆษณาของคุณน่าสนใจแค่ไหน ถ้า CTR ต่ำ (ต่ำกว่า 1% สำหรับ Feed หรือต่ำกว่า 0.5% สำหรับ Stories) แสดงว่าชิ้นงานโฆษณาอาจไม่ดึงดูดเพียงพอ
  • Conversion Rate (CVR) – อัตราการแปลงเป็นลูกค้า บอกได้ว่า landing page หรือสินค้าของคุณตอบโจทย์หรือไม่ ถ้า CTR สูงแต่ CVR ต่ำ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่โฆษณา แต่อาจอยู่ที่หน้า landing page หรือราคาสินค้าที่ไม่แข่งขันได้
  • Frequency – จำนวนครั้งที่คนๆ เดียวกันเห็นโฆษณา ถ้าสูงเกินไป (มากกว่า 3-4 ครั้ง) อาจทำให้เกิด ad fatigue คือคนเริ่มเบื่อโฆษณาและละเลยมัน ควรเปลี่ยนชิ้นงานโฆษณาหรือขยายกลุ่มเป้าหมาย
  • ROAS (Return on Ad Spend) – ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ถ้าใช้งบโฆษณาไป 10,000 บาท แล้วได้ยอดขาย 30,000 บาท ROAS คือ 3:1 หรือ 300% ตัวเลขนี้บอกได้ว่าการยิงแอดของคุณคุ้มค่าหรือไม่

ถ้าเห็นว่าตัวเลขไหนไม่ดี อย่ารีบปิดแคมเปญทันที ลองวิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาอยู่ที่ไหน:

  • CTR ต่ำ → ปัญหาที่ชิ้นงานโฆษณา ลองเปลี่ยน copy หรือภาพ
  • CTR ดีแต่ CVR ต่ำ → ปัญหาที่ landing page หรือราคาสินค้า ลองปรับปรุง landing page ให้ load เร็วขึ้น มีข้อมูลชัดเจนขึ้น หรือเพิ่ม trust signals
  • Frequency สูง → ขยายกลุ่มเป้าหมายหรือเปลี่ยนชิ้นงานใหม่
  • Cost per Result สูง → อาจต้องปรับกลุ่มเป้าหมายให้แคบลงและชัดเจนขึ้น หรือปรับปรุงชิ้นงานโฆษณา

การติดตามและปรับแต่งอย่างสม่ำเสมอนี้คือสิ่งที่แยก “คนที่ยิงแอดแล้วได้ผล” กับ “คนที่เสียเงินโฆษณาไปเปล่าๆ” การยิงแอดไม่ใช่เรื่อง set and forget แต่เป็นกระบวนการที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย Facebook Ads 2026 เน้นการทำงานกับ AI

การยิงแอด Facebook ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยแค่กดปุ่มแล้วรอผล และไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้ AI ทำงานเองทั้งหมด คุณต้องเข้าใจว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ทรงพลังที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคุณ แต่มันต้องการข้อมูลที่ดี การตั้งค่าที่ถูกต้อง และที่สำคัญคือต้องมีคนคอยดูแลและตัดสินใจ

ทั้ง 5 เทคนิคที่ผมแชร์ไปในบทความนี้ ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี แต่เป็นสิ่งที่ผมได้ทดลองและใช้กับลูกค้าจริงๆ มาหลายราย และได้ผลดีทั้งหมด โดยเฉพาะกับธุรกิจ SME ที่มีงบโฆษณาจำกัดแต่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและวัดผลได้

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณดู เริ่มจากข้อที่คุณยังไม่ได้ทำ หรือข้อที่คิดว่าตัวเองทำได้ดีขึ้น อาจไม่จำเป็นต้องทำทั้ง 5 ข้อพร้อมกัน แต่ลองเริ่มที่ละข้อ สักข้อหนึ่งก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณาคุณได้แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ากลัวที่จะทดลอง อย่ากลัวที่จะปรับเปลี่ยน และอย่าลืมว่าการยิงแอดที่ดีต้องอาศัยทั้งข้อมูล ประสบการณ์ และการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แต่ถ้าคุณทำตามหลักการพื้นฐานทั้ง 5 ข้อนี้ คุณจะเห็นว่า Facebook Ads ในปี 2026 ยังคงเป็นช่องทางที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจของคุณอย่างแน่นอน

และอย่าลืมว่า การยิงแอดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลเท่านั้น ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ ต้องประสานกับส่วนอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น landing page ที่ดี ระบบ CRM ที่เก็บข้อมูลลูกค้า บริการหลังการขายที่ดี และอื่นๆ การตลาดดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จคือการทำงานเป็นระบบ ไม่ใช่แค่พึ่งพาเฉพาะโฆษณาเพียงอย่างเดียว

แจก E-book Google VS Facebook ฟรี!!!

เพียงส่งโค้ดในหน้าเว็บนี้เข้ามาที่ไลน์

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!






    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน