กลยุทธ์การทำธุรกิจ 2026
SME ต้องรู้ เพื่อรอดและเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว
กลยุทธ์การทำธุรกิจ 2026 ที่ SME ต้องรู้ เพื่อรอดและเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว
ถ้าคุณติดตามข่าวเศรษฐกิจเมื่อช่วงต้นปีนี้ คุณอาจจะรู้สึกกังวลใจกับตัวเลขที่หลายสถาบันคาดการณ์ออกมา เศรษฐกิจไทยปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ถ้าไม่นับช่วงวิกฤตใหญ่อย่างต้มยำกุ้งหรือโควิด
SCB EIC ประเมินการเติบโตไว้ที่ 1.5% ขณะที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ที่ 1.6-2.0% บางสถาบันแม้กระทั่งประเมินว่าอาจต่ำถึง 0.9% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากปัญหาภายนอกอย่างภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบภาคส่งออก ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
นอกจากนี้ยังมีปัญหาภายในที่สะสมมานาน อย่างหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP ซึ่งกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค การส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 1.5% หลังจากปี 2025 ที่ขยายตัวสูงถึง 10.8% ความไม่แน่นอนทางการเมือง และงบประมาณที่ล่าช้า
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่สถิติเย็นชา แต่มันคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ปีนี้ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างจริงจังหรือเสี่ยงถูกซัดทิ้ง คำถามที่หลายคนถามคือ เรายังมีทางรอดไหม? คำตอบคือ “มี” แต่ไม่ใช่การรอให้สถานการณ์ดีขึ้นเอง
แต่อย่าเพิ่งท้อนะครับ เพราะในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส ผมเคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายรอบ และสิ่งที่ผมเห็นเสมอคือ ธุรกิจที่รอดและเติบโตได้นั้นไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวเร็วที่สุด สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าจะปรับกลยุทธ์อย่างไร ให้ไม่ใช่แค่รอดผ่านไป แต่ยังสามารถเติบโตได้แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย
วันนี้ผมเลยรวบรวม 5 กลยุทธ์สำคัญจากการศึกษาแนวโน้มธุรกิจและเศรษฐกิจหลายแหล่ง รวมถึงข้อมูลจาก McKinsey, คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับโลก พร้อมทั้งมุมมองเกี่ยวกับการใช้ AI ในการตลาดที่กำลังเปลี่ยนเกมส์ในปี 2026 มาแชร์ให้คุณนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเองได้เลย
1. ใช้ AI และการตลาดออนไลน์ให้คุ้มค่าที่สุด
ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการลดงบการตลาด แต่การลดงบไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดทำการตลาด เราต้องทำให้ฉลาดขึ้นมากกว่า และนี่คือจุดที่ AI เข้ามาเปลี่ยนเกมส์อย่างสิ้นเชิง
จริงๆ แล้ว จุดแข็งของการตลาดออนไลน์ที่เด่นชัดคือราคาที่ถูกกว่าสื่อแบบเดิมๆ และวัดผลได้ชัดเจน แต่ตอนนี้เรามี AI เข้ามาช่วยด้วย เราสามารถทำการตลาดในงบที่ถูกจำกัดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
AI ช่วยประหยัดต้นทุนได้จริงอย่างไร?
ตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสร้าง content หรือเขียน caption ให้คุณอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น “marketing copilot” ที่ทำงานร่วมกับคุณได้จริง จากการสำรวจของ McKinsey พบว่า ธุรกิจที่ใช้ AI ในการตลาดเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในด้าน marketing และ sales ที่สามารถเพิ่มรายได้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ปรับแคมเปญโฆษณาแบบ real-time และสร้าง personalization ในระดับที่เคยทำได้เฉพาะแบรนด์ใหญ่ที่มีงบหลักล้านเท่านั้น แต่ตอนนี้ธุรกิจ SME ก็เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถใช้ AI วิเคราะห์ว่าลูกค้าแต่ละคนชอบอะไร ซื้อเมื่อไหร่ ช่วงเวลาไหนที่พวกเขามักจะตอบสนองโฆษณา ชอบช่องทางไหน แล้วส่งข้อความหรือโปรโมชันที่ตรงใจแบบเฉพาะบุคคลได้โดยอัตโนมัติ
การทำ personalization แบบนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การใส่ชื่อลูกค้าในอีเมล แต่หมายถึงการส่งเนื้อหา ข้อเสนอ และ timing ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน ผลลัพธ์คือ conversion rate ที่สูงขึ้น ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น และที่สำคัญคือคุณไม่ต้องเสียงบโฆษณาเพิ่ม
เทรนด์ AI ในการตลาดปี 2026 ที่คุณต้องรู้
จากการวิเคราะห์เทรนด์การตลาดระดับโลก มีเทรนด์ใหญ่ที่ SME ควรให้ความสนใจ:
1. Autonomous Marketing – การตลาดที่ทำงานเองได้
แคมเปญที่ปรับตัวเองได้โดยไม่ต้องรอคนมาแก้ไขทุกครั้ง ระบบจะเรียนรู้จากผลลัพธ์และปรับ creative, งบโฆษณา, หรือกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมที่สุดแบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น Starbucks ใช้ระบบ Deep Brew AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายล้านธุรกรรม พร้อมปรับโปรโมชันและข้อความให้เหมาะสมตามสภาพอากาศและพฤติกรรมลูกค้าแบบ real-time
2. Predictive AI – ทำนายอนาคตได้แม่นยำ
วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังแล้วทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เช่น ลูกค้ากลุ่มไหนมีแนวโน้มจะซื้อซ้ำ ช่วงไหนยอดขายจะสูง สินค้าไหนควรเติมสต็อก ช่วยให้คุณวางแผนการตลาดและสต็อกสินค้าได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าการคาดเดาแบบเดิม
3. Creative Intelligence – สร้างและทดสอบ creative แบบอัตโนมัติ
AI ไม่ได้แค่สร้างรูปหรือเขียนข้อความ แต่มันจะช่วยทดสอบว่า creative ไหนได้ผลดีที่สุดกับกลุ่มเป้าหมายไหน แล้วปรับให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ การทำ A/B testing ที่เคยต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ตอนนี้ AI ทำให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง
4. AI-Powered Search – การค้นหาแบบใหม่ที่เปลี่ยนเกมส์
ในปี 2026 คนเริ่มเปลี่ยนจาก “Google it” มาเป็น “ChatGPT it” มากขึ้น ผู้คนไม่ได้แค่ค้นหารายชื่อธุรกิจ แต่พวกเขาขอให้ AI ช่วย “จัดการงาน” ให้ เช่น แทนที่จะค้นหา “ช่างประปาใกล้ฉัน” พวกเขาจะถาม “ช่วยหาคนซ่อมอ่างล้างหน้าให้หน่อย บ่ายนี้” และ AI จะเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมให้
นี่หมายความว่าธุรกิจของคุณต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และตรงประเด็น เพื่อให้ AI เลือกคุณเป็นคำตอบ
Referral Program: อาวุธลับสำหรับงบจำกัด
อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลดีมาก คือการทำ Referral Program หรือให้ลูกค้าเก่าช่วยแนะนำลูกค้าใหม่ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น และพวกเขาจะเชื่อคำแนะนำจากคนรู้จักมากกว่าข้อมูลจากโฆษณา
การทำ Referral Program ไม่ได้ยากหรือแพงอย่างที่คิด คุณอาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการ:
- ให้ส่วนลด 10-20% กับลูกค้าที่แนะนำเพื่อนมาซื้อ และให้เพื่อนที่มาใหม่ได้ส่วนลดด้วย
- สะสมคะแนน ที่แลกของรางวัลได้เมื่อแนะนำเพื่อนสำเร็จ
- ให้ของแถม สินค้าตัวอย่างหรือบริการพิเศษ
กลยุทธ์นี้จะทำให้คุณได้ลูกค้าใหม่ที่มีคุณภาพสูง เพราะพวกเขามาด้วยความเชื่อมั่นจากคนที่พวกเขารู้จักและไว้วางใจอยู่แล้ว ต้นทุนการหาลูกค้าแบบนี้ถูกกว่าการยิงโฆษณาหลายเท่า และลูกค้าที่มาจาก referral มักจะมีความภักดีสูงกว่า
พันธมิตรที่เข้าใจตลาดไทย
ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือในการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งออกแบบ Referral Program และแคมเปญการตลาดที่เหมาะกับงบของคุณ คุณสามารถปรึกษาบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสบการณ์และเข้าใจบริบทตลาดไทยได้ การมีพันธมิตรที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณไม่ต้องลองผิดลองถูกเองและประหยัดเวลาในการเรียนรู้
2. โฟกัสที่กำไรและความยั่งยืนแบบสมดุล
หลายคนอาจคิดว่าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เราควรจะตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นเพื่อเอาชีวิตรอด แต่จริงๆ แล้ว เราต้องคิดแบบสมดุลมากกว่านั้น แนวคิด Profit-People-Planet หรือกำไร คน และโลก กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม
หาจุดสมดุลที่เหมาะกับธุรกิจคุณ
ธุรกิจ SME ควรหาจุดสมดุลระหว่างการทำกำไร กับการดูแลพนักงาน และดูแลสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น คุณอาจลดการใช้พลาสติก ใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ หรือสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น
การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้คุณเสียเงินเปล่า แต่กลับสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และทำให้ลูกค้ารู้สึกดีที่ได้ซื้อของจากคุณ ในปี 2026 ผู้บริโภคจะมองหาแบรนด์ที่มี “authenticity” หรือความจริงใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่สินค้าที่ถูกหรือดี แต่ต้องมีเรื่องราวและคุณค่าที่สอดคล้องกับตัวตนของพวกเขา
บริหารจังหวะให้พอดี
การสร้างสมดุลยังหมายถึงการบริหารจังหวะของธุรกิจด้วย บางอย่างต้องทำเร็ว เช่น การตอบสนองต่อเทรนด์ใหม่ๆ หรือการปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ แต่บางอย่างต้องใช้เวลา เช่น การสร้างความไว้วางใจกับลูกค้า หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ถ้าคุณรู้จักสร้างจังหวะเร็ว-ช้า หนัก-เบา ให้พอดี ธุรกิจของคุณก็จะไม่หมดไฟ และสามารถอยู่รอดได้ยาวนานขึ้น
3. ปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ในปี 2026 พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมแน่นอน คนให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาถูกอย่างเดียว แต่ต้องคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปด้วย นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมองหาคุณค่าทางจิตใจ พวกเขาต้องการความรู้สึกดีกับการซื้อของ ไม่ใช่แค่ได้ของมาใช้เฉยๆ
ปรับขนาดให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ใหม่
ธุรกิจ SME ควรปรับขนาดผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม เพราะตอนนี้ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง คนอยู่คนเดียวหรือสองคนมากขึ้น ถ้าคุณขายอาหาร ลองทำแพ็คเกจเล็กที่เหมาะกับคนที่อยู่คนเดียว ถ้าขายของใช้ในบ้าน ลองคิดว่าจะทำยังไงให้สะดวกใช้งานและเก็บได้ไม่เปลืองที่
การลดขนาด SKU ให้พอดีกับไลฟ์สไตล์ใหม่ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่ง
สร้าง Brand Story ที่แข็งแกร่ง
อีกสิ่งที่สำคัญมากในปี 2026 คือการสร้าง Story ที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ตอนนี้ตลาดส่วนใหญ่เป็น Red Ocean แทบทุกธุรกิจมีคู่แข่งเยอะมาก ถ้าคุณไม่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ก็ยากที่จะโดดเด่น
Story ของคุณอาจจะเป็น:
- เรื่องราวของผู้ก่อตั้ง: ทำไมถึงเริ่มธุรกิจนี้ ผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง
- แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ: ปัญหาไหนที่คุณอยากแก้ไข
- คุณค่าที่อยากส่งต่อให้ลูกค้า: คุณอยากให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรเมื่อใช้สินค้าหรือบริการของคุณ
- วิธีการทำงานที่พิเศษ: กระบวนการผลิต ส่วนผสมพิเศษ หรือบริการที่แตกต่าง
ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟเล็กๆ อาจมี story ว่า “เราคัดเมล็ดกาแฟจากชาวเขาโดยตรง ให้ราคายุติธรรม และส่งเสริมให้พวกเขาใช้วิธีการปลูกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทุกครั้งที่คุณดื่มกาแฟถ้วยนี้ คุณกำลังช่วยเหลือครอบครัวชาวเขาและปกป้องป่าไม้ไทย” Story แบบนี้สร้างความหมายและความผูกพันมากกว่าการบอกแค่ “กาแฟอร่อย”
เวลาคนซื้อของจากคุณ พวกเขาไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อเรื่องราวและความหมายที่มากับสินค้าด้วย นี่คือสิ่งที่จะทำให้คุณต่างจากคู่แข่ง และสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว
ที่สำคัญ ในยุคที่ AI-generated content ท่วมท้น ผู้บริโภคกำลังมองหาความจริงใจและความเป็นมนุษย์ของแบรนด์มากขึ้น พวกเขาเบื่อกับเนื้อหาที่สวยงามแต่ไม่มีจิตวิญญาณ Story ที่แท้จริงของคุณจะกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากและมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ
4. ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มใหญ่ และสร้างช่องทางของตัวเอง
เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ผมอยากชี้ประเด็นให้คุณเห็นว่ามันสำคัญมากในปี 2026 หลายธุรกิจตอนนี้ขายของผ่านแพลตฟอร์มใหญ่ๆ อย่าง Shopee Lazada TikTok Shop เพียงอย่างเดียว
ข้อดีของแพลตฟอร์มเหล่านี้คือมีลูกค้าเยอะ traffic สูง ไม่ต้องสร้างระบบเอง แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย:
- แข่งขันสูง: ลูกค้าเห็นสินค้าของคุณพร้อมกับคู่แข่งหลักสิบรายในหน้าเดียวกัน
- ค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้น: แพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มขึ้นค่าคอมมิชชันและค่าโฆษณาเรื่อยๆ
- ข้อมูลลูกค้าไม่เป็นของคุณ: คุณไม่สามารถติดต่อลูกค้าโดยตรงหรือทำ remarketing ได้อย่างอิสระ
- พึ่งพาอัลกอริทึม: วันนึงอัลกอริทึมเปลี่ยน ยอดขายก็อาจร่วงได้ทันที
สร้างช่องทางของตัวเองควบคู่ไปด้วย
สิ่งที่ควรทำคือสร้างช่องทางของตัวเองควบคู่ไปด้วย โดยไม่จำเป็นต้องเลิกใช้แพลตฟอร์มใหญ่ทันที แต่ค่อยๆ สร้าง:
1. เว็บไซต์หรือ E-commerce ของตัวเอง ตอนนี้มีเครื่องมือสร้างเว็บที่ใช้งานง่ายและราคาไม่แพง เช่น Shopify, WooCommerce, หรือแพลตฟอร์มไทยอย่าง Pagefly เริ่มต้นได้ไม่กี่พันบาทต่อเดือน คุณจะได้:
- ออกแบบหน้าร้านตามสไตล์ของตัวเอง
- ทำโปรโมชันได้อิสระ
- เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ใช้ประโยชน์
2. Line Official Account (Line OA) สำหรับตลาดไทย Line OA เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก เพราะคนไทยใช้ Line กันเกือบทุกคน คุณสามารถ:
- ส่งข้อความถึงลูกค้าโดยตรง
- ทำ broadcast โปรโมชัน
- สร้าง chatbot ตอบคำถามอัตโนมัติ
- รับออเดอร์ผ่าน Line ได้เลย
3. Social Media ที่บริหารจัดการเอง Facebook Page, Instagram, TikTok ของคุณเอง แม้จะอยู่บนแพลตฟอร์มคนอื่น แต่ถ้าคุณสร้าง community ที่แข็งแรง ก็จะมี follower ที่ภักดีและสามารถนำพวกเขาไปยังช่องทางอื่นของคุณได้
ทำไมต้องมีช่องทางของตัวเอง?
จากประสบการณ์ของผม ลูกค้าที่ซื้อผ่านช่องทางของคุณโดยตรง มักจะมีความภักดีสูงกว่าลูกค้าที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์มใหญ่มาก เพราะลูกค้าเลือกที่จะมาหาคุณโดยเฉพาะ แสดงว่าพวกเขาไว้วางใจและชอบแบรนด์ของคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่เจอสินค้าคุณตอนเปิด Shopee แล้วคลิกซื้อเฉยๆ
นอกจากนี้ ในปี 2026 AI-powered search กำลังจะเปลี่ยนวิธีที่คนค้นหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อของ ผู้คนจะใช้ ChatGPT, Google Gemini, หรือ Perplexity ในการค้นหาข้อมูลมากขึ้น
การมีเว็บไซต์ของตัวเอง พร้อม content ที่มีคุณภาพ ข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน และรีวิวจากลูกค้าจริง จะช่วยให้แบรนด์ของคุณปรากฏใน AI search results ได้ง่ายขึ้น คนที่ค้นหาจะเห็นข้อมูลของคุณและสามารถเข้ามาซื้อได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านแพลตฟอร์มกลาง
5. พัฒนาทักษะการวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอ
ในปี 2026 ตลาดจะกระจายตัวมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Fragmented Market ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกันมากขึ้น การที่จะเข้าใจและตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ คุณต้องมีทักษะสองอย่างหลักๆ คือ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล และ ความคิดสร้างสรรค์
ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล
ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ช่วงไหนขายดี ช่องทางไหนได้ผล คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิเคราะห์มืออาชีพ แต่ควรรู้จักอ่านตัวเลขพื้นฐาน เช่น ยอดขาย อัตราการกลับมาซื้อซ้ำ หรือต้นทุนต่อการขาย
เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ตอนนี้ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลง่ายขึ้นมาก แม้แต่คนที่ไม่เก่งเทคนิคก็ทำได้ คุณสามารถใช้ ChatGPT หรือ Gemini ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้เลย
ความคิดสร้างสรรค์
ส่วนความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญในการสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่น ในยุคที่ทุกคนทำการตลาดออนไลน์ ถ้าคอนเทนต์ของคุณน่าเบื่อหรือเหมือนคนอื่น ก็ยากที่จะดึงดูดความสนใจ
แต่คุณไม่จำเป็นต้องใช้งบเยอะในการสร้างคอนเทนต์ที่ดี บางทีแค่ไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คนรู้สึกว่า “อ้อ น่าสนใจนี่” ก็เพียงพอแล้ว และเช่นเดิม คุณสามารถใช้ ChatGPT หรือ Gemini ช่วยคิดคอนเทนต์สร้างสรรค์ได้
หลีกเลี่ยงการสร้าง Drama ที่ไร้สาระ
สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการสร้าง Drama ที่ไร้สาระ ผมหมายถึงการสร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจชั่วคราวด้วยการดราม่า ทะเลาะกัน หรือสร้างประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณ
ตัวอย่างเช่น การไลฟ์สดแล้วด่าคู่แข่ง การสร้างดราม่าส่วนตัวของเจ้าของแบรนด์ หรือการใช้ clickbait หลอกให้คนคลิกเข้ามาที่มันโอเวอร์จนคนรู้สึกถูกหลอก เนื้อหาแบบนี้อาจจะได้ยอดวิวสูงในช่วงแรกๆ แต่มันไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้กับแบรนด์ของคุณเลย กลับทำให้คนมองว่าแบรนด์นี้ไม่มีสาระ
เน้น Drama Quality
แทนที่จะทำแบบนั้น เราควรเน้นสร้าง Drama Quality คือเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีสาระ และสามารถสร้างกระแสได้อย่างยั่งยืน Drama Quality คือการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ มีอารมณ์ แต่ยังคงเชื่อมโยงกับแบรนด์และคุณค่าที่คุณต้องการสื่อสาร
ตัวอย่างเช่น การแชร์เบื้องหลังการทำสินค้าที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความตั้งใจ การนำเสนอปัญหาของลูกค้าพร้อมวิธีการแก้ไขที่แบรนด์คุณช่วยได้จริง เนื้อหาแบบนี้อาจจะไม่ได้ไวรัลทันที แต่มันสร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันกับลูกค้า
เมื่อเวลาผ่านไป คนจะจดจำแบรนด์ของคุณในแง่ดี และลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ
ท้ายสุด ผมมีสูตร ABCD ฝากไว้ให้
สุดท้าย ผมอยากฝากแนวคิด ABCD ไว้ให้คุณลองนำไปใช้:
A คือ Adapt หรือปรับตัวให้เร็ว อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเศรษฐกิจและตลาดเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าคุณรอจนพร้อม คุณอาจจะสายไปแล้ว
B คือ Balance หรือสร้างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นสมดุลระหว่างกำไรกับความยั่งยืน หรือสมดุลระหว่างการทำงานเร็วกับงานที่ต้องใช้เวลา
C คือ Creative หรือคิดสร้างสรรค์ ต้องมีไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้โดดเด่นจากคู่แข่ง
D คือ Drive หรือขับเคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คุณต้องรู้ว่าคุณทำธุรกิจนี้เพื่ออะไร และเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ถึงแม้ว่าปี 2026 จะมีความท้าทาย แต่ผมเชื่อว่าถ้าคุณมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ธุรกิจของคุณจะไม่เพียงแค่รอดผ่านพ้นไปได้ แต่ยังมีโอกาสเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย ผมคิดแบบนี้เสมอ ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส สิ่งสำคัญคือเราต้องมองเห็นโอกาสเหล่านั้น และกล้าที่จะลงมือทำ
อย่าลืมว่า การใช้ AI และการตลาดออนไลน์อย่างชาญฉลาด การสร้างสมดุลระหว่างกำไรกับความยั่งยืน การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภค การสร้างช่องทางของตัวเอง และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจ SME ของคุณก้าวผ่านปี 2026 ไปได้อย่างมั่นคง
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!




