ข้อแนะนำในการ ลงโฆษณา Google ให้เกิดผล
ลงโฆษณา Google ยังไงไม่ให้เสียเงินเปล่า? เพราะโฆษณาที่ได้ผล ไม่ใช่แค่คนคลิกเข้ามา
ธุรกิจ ลงโฆษณา Google ให้ไม่พลาด
การลงโฆษณา Google ไม่ได้หมายความว่าแค่มีคนคลิกโฆษณาแล้วจะถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริง ๆ คือ ลูกค้า ยอดขาย และผลตอบแทนจากงบโฆษณา
หลายธุรกิจที่ลงโฆษณา Google Ads จึงเจอปัญหาลงเงินไปตั้งมาก แต่กลับไม่ได้ยอดขาย หรือไม่ได้ผลตอบลัพธ์ที่ดี หรือก็คือ มีคนคลิกเข้ามาแต่ไม่กลายเป็นลูกค้า
ดังนั้น ก่อนเพิ่มงบโฆษณา ธุรกิจควรตรวจสอบการตั้งค่าแคมเปญ Google Ads ตั้งแต่การเลือกคีย์เวิร์ด การตั้งค่าแคมเปญ หน้าเว็บไซต์ ไปจนถึงการวัดผล เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้ไปกับการลงดฆษณามีโอกาสสร้างผลลัพธ์กลับมา
ลงโฆษณา Google ยังไงไม่ให้เสียเงินเปล่า?
1. เลือก Keyword ให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าของธุรกิจ
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Google Ads เสียงบประมาณโดยไม่เกิดผลลัพธ์ คือการเลือก Keyword ที่กว้างเกินไป
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจรับทำบัญชีบริษัท หากเลือก Keyword ที่กว้างมากอย่าง “บัญชี” อาจมีผู้ค้นหาหลายประเภทที่ไม่ได้ต้องการซื้อบริการ
ในทางกลับกัน Keyword ที่มีเจตนาซื้อชัดเจน เช่น รับทำบัญชีบริษัท, สำนักงานบัญชี, รับทำบัญชีรายเดือน, รับปิดงบการเงิน, รับยื่นภาษีบริษัท มีแนวโน้มที่จะเข้าถึงคนที่กำลังมองหาบริการมากกว่า
Keyword ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการค้นหาสูงที่สุด แต่ควรมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการและเจตนาของผู้ค้นหา
2. ตั้ง Conversion Tracking ให้ถูกต้อง
การวัด Conversion เป็นส่วนสำคัญของการทำ Google Ads เพราะช่วยให้รู้ว่าหลังจากคนคลิกโฆษณาแล้ว มีการกระทำที่ธุรกิจต้องการเกิดขึ้นหรือไม่
ตัวอย่าง Conversion ที่สามารถติดตามได้ เช่น
- ส่งแบบฟอร์ม
- คลิกโทรศัพท์
- คลิก LINE
- สมัครสมาชิก
- ซื้อสินค้า
- เพิ่มสินค้าใส่ตะกร้า
- จองบริการ
หากตั้ง Conversion ผิด ระบบอาจเรียนรู้จากข้อมูลที่ไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจ และทำให้การปรับแคมเปญไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
3. หน้า Landing Page ต้องตอบโจทย์โฆษณา
ต่อให้โฆษณาดีแค่ไหน หาก Landing Page ไม่สามารถทำให้คนตัดสินใจได้ งบโฆษณาก็อาจสูญเปล่า
Landing Page ควรมีข้อมูลที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหา เช่น
โฆษณา: รับทำบัญชีบริษัท
Landing Page: รายละเอียดบริการรับทำบัญชีบริษัท ราคา ขั้นตอนการทำงาน และช่องทางติดต่อ
ไม่ควรให้ผู้ใช้คลิกโฆษณาแล้วไปเจอหน้าเว็บไซต์ที่ต้องค้นหาข้อมูลเองหลายขั้นตอน
สิ่งสำคัญที่ควรมี ได้แก่
- จุดเด่นของบริการ
- รายละเอียดบริการ
- ราคา หรือเงื่อนไขเบื้องต้น
- ผลงานหรือประสบการณ์
- รีวิว/ความน่าเชื่อถือ
- ช่องทางติดต่อ
- Call to Action ที่ชัดเจน
4. ใช้ Negative Keywords ลดคลิกที่ไม่เกี่ยวข้อง
Negative Keywords เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการควบคุมงบประมาณ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจต้องการขายสินค้าหรือบริการ แต่ไม่ต้องการคนที่กำลังค้นหาเพื่อหางาน เช่น สมัครงาน, งาน, ฟรี, เรียน, วิธีทำเอง เป็นต้น
การตรวจ Search Terms เป็นประจำจะช่วยให้เห็นว่าผู้ใช้ค้นหาอะไรแล้วโฆษณาของเราแสดง และสามารถนำคำที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากการเข้าถึงได้
5. อย่าปรับโฆษณาทุกวันโดยที่ไม่มีข้อมูล
การเห็นว่าโฆษณาใช้เงินแล้วรีบเปลี่ยน Keyword เปลี่ยนกลยุทธ์ หรือหยุดแคมเปญทันที อาจทำให้การวิเคราะห์ผลทำได้ยาก
Google Ads ต้องใช้ข้อมูลในการประเมินประสิทธิภาพ โดยเฉพาะแคมเปญที่ใช้ระบบ Automation และ Smart Bidding
จึงควรดูข้อมูลอย่างเป็นระบบ เช่น
- ค่าใช้จ่าย
- Click
- CTR
- CPC
- Conversion
- Cost/Conversion
- Conversion Value
- ROAS
- คุณภาพของ Lead
แล้วจึงค่อยตัดสินใจปรับแคมเปญ แต่อย่าปรับบ่อยเกินไป ไม่อย่างนั้นแคมเปญก็จะเรียนรู้บ่อย ทำให้ประสิทธิภาพของแคมเปญอาจไม่ดีเท่าที่ควร แนะนำการปรับแคมเปญ 7-14 วัน
Google Ads ไม่ให้เสียเงินเปล่า ต้องดูมากกว่าคลิก
ลงโฆษณา Google ให้คุ้ม ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้ CPC ถูกที่สุด หรือทำให้ คลิกเยอะที่สุด
แต่ต้องดูว่าเงินที่ใช้ไปสามารถสร้างผลลัพธ์กลับมาได้มากแค่ไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว Google Ads ที่ดีไม่ใช่โฆษณาที่มีตัวเลขสวยที่สุด แต่คือโฆษณาที่ช่วยให้ธุรกิจได้ผลลัพธ์ที่ต้องการจากงบประมาณที่ใช้ไป
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



