Google Personal Intelligence คืออะไร

ผลกระทบต่อ SEO และการค้นหาที่ SME ต้องรู้

ช่วงคริสต์มาส คนค้นหาอะไรใน Google

Google Personal Intelligence คืออะไร?

ผลกระทบต่อ SEO และการค้นหาที่ SME ต้องรู้

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่กำลังทำการตลาดออนไลน์อยู่ ข่าวนี้คุณต้องรู้แน่นอน Google เพิ่งประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อวิธีการค้นหาและ SEO อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้มีชื่อว่า Google Personal Intelligence ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนวิธีที่คนค้นหาข้อมูลบน Google ไปตลอดกาล และที่สำคัญ มันอาจส่งผลกระทบต่อ SEO และ Google Ads ที่คุณกำลังทำอยู่ด้วย

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักว่า Google Personal Intelligence คืออะไร ทำงานอย่างไร ต่างจาก ChatGPT และ Microsoft Copilot อย่างไร และที่สำคัญที่สุด มันจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคุณอย่างไร

Google Personal Intelligence คืออะไร?

Google Personal Intelligence คือระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ Google เข้าใจคุณในระดับส่วนบุคคลมากขึ้น โดยสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดของคุณใน Google Workspace ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google Drive, Google Calendar, Google Photos, และ Google Maps แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับแต่งผลการค้นหาให้ตรงกับความต้องการของคุณโดยเฉพาะ

ฟีเจอร์นี้เริ่มเปิดตัวใน Gemini ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2025 และตอนนี้ Google กำลังนำมาใช้กับ AI Mode ของ Google Search เต็มรูปแบบ ซึ่งนี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของการค้นหาข้อมูลออนไลน์

Personal Intelligence ทำงานอย่างไร?

ระบบนี้ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง ได้แก่:

  • Gmail: อ่านอีเมลของคุณเพื่อเข้าใจบริบท เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน การนัดหมาย หรือการสั่งซื้อสินค้า
  • Google Calendar: ดูตารางนัดหมายและกิจกรรมของคุณ เพื่อแนะนำเวลาที่เหมาะสมหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  • Google Drive: เข้าถึงเอกสารและไฟล์ต่างๆ เพื่อให้คำตอบที่อิงจากข้อมูลของคุณเอง
  • Google Photos: วิเคราะห์รูปภาพและสถานที่ที่คุณเคยไป
  • Google Maps: ติดตามประวัติการเดินทางและสถานที่ที่คุณชื่นชอบ
  • ประวัติการค้นหา: เรียนรู้จากพฤติกรรมการค้นหาของคุณในอดีต

แล้วนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อให้คำตอบที่ตรงกับบริบทและความต้องการของคุณมากที่สุด

ความเป็นส่วนตัวเป็นอย่างไร?

คุณอาจกังวลว่า Google จะรู้เรื่องของเราหมดเลยหรือ? ข่าวดีคือ Personal Intelligence เป็นแบบ opt-in ซึ่งหมายความว่าคุณต้องยินยอมให้ Google ใช้ข้อมูลของคุณเท่านั้น Google ยืนยันว่าจะไม่นำข้อมูลของผู้ใช้ไปใช้ในการเทรน AI และคุณสามารถปิดการใช้งานได้ทุกเมื่อ

แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะยอมให้ Google เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของตัวเอง? ความจริงก็คือ Google มีข้อมูลพวกนั้นอยู่แล้ว และเมื่อผู้ใช้งานได้เห็นว่าผลลัพธ์ที่ได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น พวกเขาก็อาจจะยินดีที่จะเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้

Google Personal Intelligence vs ChatGPT vs Microsoft Copilot

ตอนนี้เรามี AI ใหญ่ๆ สามตัวที่กำลังแข่งขันกัน แต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน มาดูกันว่าแต่ละตัวเหมาะกับอะไร

1. Google Personal Intelligence

จุดเด่น:

  • เชื่อมต่อกับ Google Workspace ทั้งหมด (Gmail, Drive, Calendar, Maps, Photos)
  • เข้าใจบริบทส่วนตัวของคุณได้ลึกที่สุด
  • ผสานกับ Google Search ได้อย่างลงตัว
  • ใช้งานฟรีสำหรับผู้ใช้ Google ทั่วไป

เหมาะกับใคร: คนที่ใช้ Google Workspace เป็นหลัก ธุรกิจที่ต้องการ AI ที่เข้าใจบริบทการทำงานแบบ end-to-end และต้องการผลการค้นหาที่ personalized

2. ChatGPT (OpenAI)

จุดเด่น:

  • ความสามารถในการสนทนาและสร้างเนื้อหาที่ยอดเยี่ยม
  • ตอบคำถามได้หลากหลายและลึกซึ้ง
  • มี GPT-4 และ GPT-4o ที่ทรงพลัง
  • มี Custom GPTs ที่สร้างได้เอง

ข้อจำกัด: ไม่มีการเชื่อมต่อกับข้อมูลส่วนตัวของคุณโดยตรง ต้องป้อนข้อมูล context เอง

เหมาะกับใคร: นักเขียน นักการตลาด โปรแกรมเมอร์ หรือใครก็ตามที่ต้องการ AI ที่สร้างสรรค์และตอบคำถามได้หลากหลาย

3. Microsoft Copilot

จุดเด่น:

  • เชื่อมต่อกับ Microsoft 365 (Word, Excel, PowerPoint, Outlook, Teams)
  • ทำงานร่วมกับเครื่องมือออฟฟิศได้อย่างลงตัว
  • เหมาะกับองค์กรที่ใช้ Microsoft ecosystem
  • มี Copilot for Work ที่เน้นการทำงาน

ข้อจำกัด: ต้องจ่ายเงินสำหรับ Copilot Pro และ Copilot for Microsoft 365

เหมาะกับใคร: องค์กรที่ใช้ Microsoft 365 และต้องการ AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในออฟฟิศ

สรุปการเปรียบเทียบ

คุณสมบัติ Google Personal Intelligence ChatGPT Microsoft Copilot
ราคา ฟรี (รวมใน Google) ฟรี / Plus $20/เดือน $20-30/เดือน
เชื่อมต่อข้อมูลส่วนตัว ✅ ทั้งหมดใน Google ❌ ต้องป้อนเอง ✅ Microsoft 365 เท่านั้น
ผสาน Search ✅ Google Search ✅ Bing (ใน GPT-4) ✅ Bing
เหมาะกับ SME ไทย ✅✅✅ สูงมาก ✅✅ สูง ✅ ปานกลาง
การสร้างเนื้อหา ✅ ดี ✅✅✅ ยอดเยี่ยม ✅✅ ดีมาก

หมายเหตุ: ช่วงแรก Personal Intenlligence จะเปิดตัวใน Gemini เวอร์ชั่นสูง และ Google จะค่อยๆเปิดฟีเจอร์นี้ให้ผู้ใช้งานในเวอร์ชั่นฟรีได้ใช้ในอนาคต

สำหรับธุรกิจ SME ในไทย Google Personal Intelligence น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะคนไทยส่วนใหญ่ใช้ Google อยู่แล้ว ใช้งานฟรี และเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่เราคุ้นเคย

วิธีใช้ Google Personal Intelligence ร่วมกับ Google Ads และการตลาดออนไลน์

มาถึงส่วนที่สำคัญ คือ Personal Intelligence จะช่วยงานการตลาดของคุณได้อย่างไร?

1. การใช้งานร่วมกับ Gmail

สำหรับธุรกิจที่ใช้ Gmail ในการติดต่อลูกค้า Personal Intelligence สามารถ:

  • สรุปอีเมลจากลูกค้าอัตโนมัติ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของ customer inquiry ได้เร็วขึ้น
  • แนะนำการตอบกลับที่เหมาะสม โดยวิเคราะห์จากบริบทของการสนทนา
  • ติดตาม follow-up ที่ต้องทำ ไม่พลาดลูกค้าที่สนใจ
  • จัดหมวดหมู่อีเมลจาก leads และลูกค้า ทำให้การจัดการ sales pipeline ง่ายขึ้น

ตัวอย่างการใช้งานจริง: ถ้าคุณรับอีเมลจากลูกค้าถาม “อยากทำโฆษณา Google Ads สำหรับร้านอาหาร งบ 20,000 บาทต่อเดือน” AI จะสามารถสรุปว่า นี่คือ lead ที่สนใจ Google Ads ประเภทธุรกิจคือร้านอาหาร งบประมาณอยู่ที่ 20,000 บาท และอาจแนะนำให้คุณส่งข้อเสนอที่เหมาะสม

2. การใช้งานร่วมกับ Google Calendar

Calendar Intelligence ช่วยให้การนัดหมายกับลูกค้าเป็นเรื่องง่าย:

  • เสนอเวลานัดหมายที่เหมาะสมอัตโนมัติ โดยดูจากตารางว่างของคุณและลูกค้า
  • แจ้งเตือนการประชุมที่สำคัญ พร้อมสรุปข้อมูลลูกค้าจากอีเมลและไฟล์ใน Drive
  • สร้าง to-do list จากการประชุม ทำให้ไม่พลาดสิ่งที่ต้องติดตามหลังการนัดหมาย

ตัวอย่างการใช้งานจริง: เมื่อคุณมี meeting กับลูกค้าที่สนใจทำ Google Ads AI จะดึงข้อมูลจากอีเมลก่อนหน้า proposal ที่เคยส่ง และประวัติการสนทนา มาแสดงให้คุณก่อนเข้าประชุม ทำให้คุณเตรียมตัวได้ดีขึ้น

3. การใช้งานร่วมกับ Google Ads

แม้ว่า Personal Intelligence จะยังไม่ได้เชื่อมต่อโดยตรงกับ Google Ads แต่มันสามารถช่วยงานที่เกี่ยวข้องได้:

  • วิเคราะห์ customer insights จากอีเมลและการสนทนา เพื่อปรับ audience targeting
  • ติดตาม campaign performance โดยสรุปรายงานที่ส่งมาทางอีเมล
  • แจ้งเตือนเมื่อมี leads ที่มาจาก Google Ads ติดต่อเข้ามา

และที่สำคัญ ถ้าคุณทำงานกับบริษัทรับทำ Google Adsมืออาชีพ พวกเขาจะสามารถใช้ AI เหล่านี้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลกระทบต่อ SEO และการแสดงผลธรรมชาติบน Google Search

นี่คือหัวใจสำคัญที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องเข้าใจ Personal Intelligence จะเปลี่ยน SEO แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

AI Mode จะกลายเป็นหน้าค้นหาหลักของ Google

บางคนอาจคิดว่า Personal Intelligence อยู่แค่ใน AI Mode ซึ่งยังไม่กระทบหน้าผลการค้นหาหลัก แต่ในความเป็นจริง Google เคยประกาศแล้วว่า AI Mode คือเป้าหมายที่สำคัญของ Google ในอนาคต ในไม่ช้านี้ เราอาจจะเห็นการแทนที่ของ AI Mode บนหน้าการค้นหาหลัก เพราะ AI ของ Google พัฒนาได้เร็วมาก

Personal Intelligence จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้ AI Mode มีประโยชน์มากกว่าการค้นหาแบบเดิม แม้ว่ามันจะยังมีปัญหาเรื่อง hallucination หรือการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดบ้างก็ตาม แต่ความสามารถในการปรับแต่งผลลัพธ์ให้ตรงกับบริบทของแต่ละคน มันเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมาก

SEO แบบเดิมจะได้ผลน้อยลง

ด้วย Personal Intelligence ผลลัพธ์ของการค้นหาจะถูกปรับแต่งให้เป็นส่วนบุคคลมากขึ้น การทำ SEO แบบเดิมจะถูกกระทบอย่างมาก เพราะ keyword หรือ ranking ต่างๆ จะมีผลน้อยลงในการที่จะทำให้ Google เลือกเว็บไซต์ของคุณมาแสดง

คนที่ทำ SEO จะต้องตระหนักว่า keyword ในการจัดอันดับมีความสำคัญน้อยลง และต้องมาทำความเข้าใจว่า AI Mode ซึ่งก็คือ Large Language Models ทำงานอย่างไร มันเลือก keyword แบบไหน และอ้างอิงเว็บไซต์ประเภทไหนหรือเนื้อหาแบบไหนที่มักถูกใช้ในการอ้างอิงเพื่อเป็นคำตอบบน AI Mode

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน

สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านกาแฟในกรุงเทพ ในอดีต คุณอาจจะโฟกัสที่การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับหนึ่งเมื่อมีคนค้นหาว่า “ร้านกาแฟใกล้ฉัน” หรือ “ร้านกาแฟอร่อยกรุงเทพ”

แต่ในยุคของ Personal Intelligence และ AI Mode คนอาจจะถาม AI แบบนี้แทน:

“ผมชอบกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้น บรรยากาศเงียบๆ เหมาะกับทำงาน และอยากให้อยู่ไม่ไกลจากสำนักงาน มีร้านไหนแนะนำไหม”

แล้ว AI ของ Google ก็จะดึงข้อมูลทั้งหมดของคนที่ถามมาวิเคราะห์ว่า เขาเคยค้นหาอะไรไว้บ้าง เคยไปร้านกาแฟไหนบ้าง ชอบบรรยากาศแบบไหน ทำงานที่ไหน แล้วจึงค่อยแนะนำร้านที่ตรงกับความต้องการของคนถามมากที่สุด

ในสถานการณ์แบบนี้ การที่คุณมีเว็บไซต์ที่ติดอันดับหนึ่งด้วยคำว่า “ร้านกาแฟอร่อยกรุงเทพ” อาจจะไม่มีความหมายอีกต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ

  • AI ของ Google รู้จักร้านคุณไหม?
  • มันเข้าใจไหมว่าร้านของคุณเหมาะกับคนแบบไหน?
  • มีข้อมูลเกี่ยวกับร้านคุณจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือไหม?

ไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากลูกค้า บทความจากสื่อต่างๆ โพสต์โซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ข้อมูลจากแผนที่ Google Maps

GEO: Generative Engine Optimization

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า GEO หรือ Generative Engine Optimization ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการทำให้ธุรกิจของคุณถูกค้นพบและถูกแนะนำโดย AI มันคล้ายกับ SEO แต่ไม่เหมือนกัน เพราะ AI ไม่ได้ทำงานเหมือน search engine แบบเดิม มันวิเคราะห์และเข้าใจข้อมูลในระดับที่ลึกกว่ามาก

ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง

ผมเคยทดสอบด้วยตัวเองโดยการถาม ChatGPT ว่า “แนะนำเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญ Google Ads และราคาไม่แพงในไทยหน่อย” แล้ว ChatGPT ก็แนะนำ SMEJUMP มาให้ แม้ว่าเราจะไม่ได้จ่ายเงินโฆษณาหรือทำ SEO แบบเดิมเลยก็ตาม

เพราะอะไร? เพราะเรามีข้อมูลที่ครบถ้วนและสม่ำเสมอในหลายแหล่งบนออนไลน์ มีบทความให้ความรู้ มีรีวิวจากลูกค้า มี portfolio ที่ชัดเจน และมีข้อมูลที่ถูกต้องในทุกแพลตฟอร์ม

5 สิ่งที่ SME ต้องทำเพื่อเตรียมพร้อมกับ AI Search

ถึงตอนนี้ คุณอาจจะถามว่า แล้วต้องเริ่มต้นอย่างไรดี? ผมมีคำแนะนำง่ายๆ ที่คุณสามารถเริ่มทำได้เลยตอนนี้

1. ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลธุรกิจ

ข้อมูลธุรกิจเช่น ชื่อธุรกิจ ที่อยู่ เบอร์โทร เวลาทำการ ต้องเหมือนกันทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น:

  • Google My Business
  • Facebook Business Page
  • เว็บไซต์
  • TikTok
  • Line Official Account

เพราะ AI จะดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ ถ้าข้อมูลไม่ตรงกัน มันอาจจะสับสนและไม่แนะนำธุรกิจของคุณ

2. สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและให้คุณค่า

อย่าแค่เขียนเพื่อให้มีคีย์เวิร์ด แต่เขียนเพื่อตอบคำถามที่ลูกค้าของคุณอาจจะถาม ยิ่งเนื้อหาของคุณมีประโยชน์และตอบโจทย์มากเท่าไหร่ โอกาสที่ AI จะดึงมาใช้ก็ยิ่งมากขึ้น

เทคนิค: คิดว่าคุณกำลังเขียนเพื่อให้ AI อ่าน ไม่ใช่แค่ลูกค้าอ่าน AI ต้องการข้อมูลที่ชัดเจน มีโครงสร้าง และตอบคำถามได้ตรงประเด็น

3. ดูแลรีวิวและความคิดเห็นของลูกค้า

รีวิวไม่ใช่แค่สิ่งที่คนอ่านแล้วตัดสินใจ แต่มันยังเป็นข้อมูลที่ AI ใช้ในการประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของธุรกิจคุณด้วย ถ้าคุณมีรีวิวดีๆ ที่พูดถึงจุดเด่นของคุณอย่างชัดเจน AI จะเข้าใจธุรกิจคุณมากขึ้น และสามารถแนะนำธุรกิจของคุณได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

4. ใช้ Structured Data (Schema Markup)

ถ้าคุณมีเว็บไซต์ ให้ศึกษาและใช้ schema markup หรือการทำโครงสร้างข้อมูล วิธีนี้จะช่วยให้ AI เข้าใจเนื้อหาของคุณได้ดีขึ้น มันเหมือนกับการให้คำแนะนำกับ AI ว่าข้อมูลในแต่ละส่วนของเว็บไซต์หมายถึงอะไร เช่น:

  • ส่วนนี้คือราคา
  • ส่วนนี้คือสินค้า
  • ส่วนนี้คือ FAQ
  • ส่วนนี้คือรีวิว

มันทำให้ AI เข้าใจง่ายขึ้นและแสดงผลได้ถูกต้องมากขึ้น

5. อัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

AI ชอบข้อมูลที่ใหม่สดและเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ถ้าเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของคุณไม่มีการอัพเดทมานานแล้ว AI อาจจะคิดว่าธุรกิจของคุณไม่ได้ดำเนินการอยู่แล้วหรือข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

ดังนั้น พยายามโพสต์เนื้อหาใหม่ๆ อัพเดทข้อมูล และแสดงให้เห็นว่าธุรกิจของคุณมี movement อยู่ตลอด ยังคงดำเนินการและพัฒนาอยู่เสมอ

โอกาสใหม่ในยุค AI Search

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะฟังดูน่ากังวลสำหรับหลายคน โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำ SEO หรือพึ่งพา organic traffic จาก Google แต่ผมอยากให้มองในแง่บอก

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ย่อมมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้น คนที่ปรับตัวเร็วและเข้าใจระบบใหม่ก่อนจะได้เปรียบมาก เหมือนกับยุคแรกๆ ของการทำ SEO คนที่เข้ามาทำก่อนได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก

ตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของยุค AI Search การที่คุณเริ่มเตรียมตัวและปรับกลยุทธ์ตั้งแต่วันนี้จะทำให้คุณอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าคู่แข่งที่ยังคงทำแบบเดิมๆ อยู่

Google Personal Intelligence ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ใหม่

มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิธีที่คนค้นหาข้อมูลและธุรกิจถูกค้นพบบนออนไลน์ นี่คือสิ่งที่คุณต้องจำ:

  1. Personal Intelligence ปรับแต่งผลการค้นหาตามบริบทส่วนบุคคล – การจัดอันดับแบบเดิมจะมีความสำคัญน้อยลง
  2. Google, ChatGPT และ Copilot แต่ละตัวมีจุดเด่นต่างกัน – สำหรับ SME ไทย Google Personal Intelligence น่าจะเหมาะสมที่สุด
  3. SEO แบบเดิมจะได้ผลน้อยลง – ต้องเปลี่ยนมาทำ GEO (Generative Engine Optimization) แทน
  4. ข้อมูลที่ครบถ้วน สอดคล้อง และมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญ – AI จะเลือกธุรกิจที่มีข้อมูลดีและน่าเชื่อถือ
  5. เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ – คนที่ปรับตัวเร็วจะได้เปรียบในระยะยาว

SEO ไม่ได้ตาย แต่มันกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคยเป็น และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาพร้อมกับโอกาสใหม่สำหรับคนที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว

ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือในการปรับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ให้เข้ากับยุค AI หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับ Google Ads และการตลาดดิจิทัล ทีมงาน SMEJUMP พร้อมช่วยเหลือคุณเสมอ

แจก E-book Google VS Facebook ฟรี!!!

เพียงส่งโค้ดในหน้าเว็บนี้เข้ามาที่ไลน์

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!






    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน