กลยุทธ์การตลาดทองสมิทธ์ ที่ SME ต้องเรียนรู้

5 บทเรียนสร้างแบรนด์ระดับโลก ที่ผู้ประกอบการ SME ทุกคนควรศึกษา

กลยุทธ์การตลาดทองสมิทธ์ ที่ SME ต้องเรียนรู้: 5 บทเรียนสร้างแบรนด์ระดับโลก

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหนึ่งร้าน จะทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาทได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่ “ทองสมิทธ์” แบรนด์ก๋วยเตี๋ยวเรือที่เปลี่ยนเกมธุรกิจอาหารไทยทั้งวงการ จากร้านที่เคยขายชามละ 15-50 บาท กลายเป็นแบรนด์พรีเมียมที่ขายชามละหลักร้อยจนถึงหลายร้อยบาท

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ในปี 2567 ทองสมิทธ์ทำรายได้ประมาณ 1,160 ล้านบาท กำไรสุทธิ 241 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 20% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร วันนี้เราจะมาเจาะลึกกลยุทธ์การตลาดทองสมิทธ์ที่ผู้ประกอบการ SME ทุกคนควรศึกษา เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายก๋วยเตี๋ยว แต่เป็นบทเรียนการสร้างแบรนด์ระดับโลกที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

ทองสมิทธ์คือใคร? ทำไมถึงประสบความสำเร็จ

ก่อนจะเจาะลึกกลยุทธ์ เรามาทำความรู้จักกับทองสมิทธ์กันก่อน แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 โดยคุณอัจฉรา บุรารักษ์ (ปลา iberry) ผู้ประกอบการที่หลายคนรู้จักจากธุรกิจไอศกรีม iberry ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน

สิ่งที่คุณปลาทำก็คือ เธอเข้ามาทำลายโครงสร้างเดิมของก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นแค่อาหารจานด่วนราคาประหยัด กินเร็วๆ ในบรรยากาศที่ร้อนอบอ้าว ทองสมิทธ์เปลี่ยนทุกอย่าง ตั้งแต่วัตถุดิบ บรรยากาศ ไปจนถึงประสบการณ์ทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับ

แต่ที่สำคัญ ทองสมิทธ์ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนในหลายมิติ ตั้งแต่การยกระดับผลิตภัณฑ์ การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงการใช้โซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราเรียนรู้ได้

บทเรียนที่ 1: กลยุทธ์การยกระดับราคา (Premium Positioning)

คำถามแรกที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคนถึงยอมจ่ายเงินหลักร้อยบาทสำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือ ทั้งที่ร้านอื่นขายแค่ 20-30 บาท? คำตอบอยู่ที่การสร้างคุณค่า หรือที่เรียกว่า Value Creation

ทองสมิทธ์ไม่ได้แค่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ แต่ขาย “Luxury Dining Experience” หรือประสบการณ์การทานอาหารระดับพรีเมียม ทำอย่างไร?

การคัดสรรวัตถุดิบพรีเมียม

สิ่งแรกที่ทองสมิทธ์ทำคือการใช้วัตถุดิบที่แตกต่างจากร้านทั่วไป เช่น:

  • เนื้อวากิวออสเตรเลีย – เป็นเมนู Signature ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง เมื่อคุณกินเนื้อวากิวในก๋วยเตี๋ยวเรือ คุณจะรู้สึกถึงความนุ่ม ความหวาน และไขมันที่ละลายในปาก ซึ่งแตกต่างจากเนื้อธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
  • หมูคุโรบูตะ – สำหรับผู้ที่ไม่ทานเนื้อ
  • ส่วนผสมพิเศษ – ลิ้นวัวตุ๋นยาจีน เอ็นแก้ว และลูกชิ้นทำเอง

วัตถุดิบเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของดี แต่มันสร้างความแตกต่างที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง นี่คือการแก้ Pain Point สำคัญของก๋วยเตี๋ยวเรือแบบดั้งเดิม คือ “ปริมาณเนื้อสัตว์น้อย” และ “คุณภาพไม่แน่นอน”

Food Styling ที่ออกแบบมาเพื่อถ่ายรูป

นอกจากวัตถุดิบดีแล้ว ทองสมิทธ์ยังใส่ใจเรื่อง Food Styling หรือการออกแบบอาหาร โดยร่วมงานกับ Food Stylist มืออาชีพ เพื่อออกแบบการจัดจานให้ดูแพง ดูน่ากิน และที่สำคัญคือต้องสวยพอที่จะถ่ายรูป

ในยุคนี้ลูกค้าต้อง “ถ่ายรูปก่อนกิน” หรือที่เรียกว่า Camera Eats First การแยกเครื่องเคียง การจัดวางชิ้นเนื้อวากิวให้เห็นลวดลายไขมันชัดเจน การใช้ถ้วยชามที่มีเอกลักษณ์ ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่านี่ไม่ใช่แค่ก๋วยเตี๋ยวเรือธรรมดา แต่เป็นงานศิลปะที่กินได้

Customization: ปรับแต่งได้ตามต้องการ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ทองสมิทธ์ให้ลูกค้าปรับแต่งได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ระดับความเผ็ดเป็นตัวเลข 0 ถึง 3 (ช่วยลดความกังวลของนักท่องเที่ยวต่างชาติ)
  • ประเภทเส้นหลากหลาย รวมถึงเส้นบุกสำหรับคนรักสุขภาพ
  • ขนมหวาน Thong Sweet ที่ขายขนมไทยแบบพรีเมียม

ระบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งสำคัญมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารไทย และยังช่วยเพิ่มยอดขายต่อบิล เพราะลูกค้ามักสั่งขนมหวานปิดท้าย

บทเรียนที่ 2: การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)

คำถามง่ายๆ คือ ทำไมคนถึงยอมไปต่อคิวรอกินที่ทองสมิทธ์ แทนที่จะไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือร้านอื่นที่ไม่ต้องรอ? คำตอบอยู่ที่ “ประสบการณ์”

Modern Thai Nostalgia: บรรยากาศที่คุ้มค่าแก่การรอคอย

ทองสมิทธ์ร่วมงานกับบริษัทออกแบบชั้นนำ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เรียกว่า “Modern Thai Nostalgia” หรือความคิดถึงในอดีตแบบไทยร่วมสมัย ร้านใช้องค์ประกอบของเรือไม้ ระแนง สีทองแดง และความมืดสลัว มาตีความใหม่ให้ดูหรูหราและลึกลับ

บรรยากาศแบบนี้สร้างความเป็นส่วนตัวและความผ่อนคลาย ซึ่งแตกต่างจากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือทั่วไปที่สว่างจ้าและจอแจอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญ บรรยากาศที่สวยงามกระตุ้นให้ลูกค้าอยากถ่ายรูป อยากเช็คอิน และอยากแชร์ลงโซเชียลมีเดีย

นี่คือการทำการตลาดแบบ Earned Media หรือสื่อที่ได้มาโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งมีพลังกว่าโฆษณาที่เราจ่ายเงินซื้อเสียอีก เพราะมันเป็นการบอกต่อจากปากต่อปากของคนจริง

Atmospherics: บรรยากาศที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้ ทองสมิทธ์ยังคำนึงถึง Atmospherics หรือบรรยากาศที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เช่น:

  • การใช้แสงไฟที่อบอุ่น
  • ดนตรีที่ไม่ดังเกินไป
  • ความเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ

ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบาย อยากอยู่นาน และยินดีจ่ายเงินมากขึ้น การศึกษาทางจิตวิทยาผู้บริโภคพบว่า บรรยากาศที่ดีสามารถเพิ่มมูลค่าการซื้อได้ถึง 30-40% เพราะลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย ไม่รีบร้อน และมีแนวโน้มจะสั่งอาหารเพิ่ม

Tourist-Friendly Experience: เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ

อีกหนึ่งจุดเด่นของทองสมิทธ์คือ การออกแบบประสบการณ์ที่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ:

  • เมนูภาพและภาษา – มีภาพประกอบขนาดใหญ่ชัดเจน มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ และในบางสาขาอาจมีภาษาจีน ช่วยลดกำแพงภาษา
  • Service Standard – พนักงานได้รับการฝึกฝนให้สื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับปฏิบัติการ และมีความเข้าใจในวัฒนธรรมการกินของชาวต่างชาติ
  • Comfort & Hygiene – การนำเสนอร้านในห้องแอร์ที่เย็นสบายและสะอาดสะอ้าน ตอบโจทย์ Pain Point เรื่องอากาศร้อนและสุขอนามัยของ Street Food

บทเรียนที่ 3: กลยุทธ์ทำเลที่ตั้ง (Strategic Location)

ทองสมิทธ์ใช้กลยุทธ์ “ป้าล้อมเมือง” โดยเลือกเปิดสาขาในศูนย์การค้าที่เป็น Tourist Hubs สำคัญของกรุงเทพฯ เช่น Central World, Siam Paragon, EmQuartier, Central Embassy

การอยู่ในทำเลเหล่านี้ทำให้แบรนด์เข้าถึง “Organic Traffic” หรือลูกค้าที่เดินผ่านไปมาตามธรรมชาติได้ทันที โดยไม่ต้องเสียงบโฆษณามากมายเพื่อดึงคนเข้าร้าน นอกจากนั้น การอยู่ในห้างสรรพสินค้ายังส่งสัญญาณถึงความน่าเชื่อถือ ความสะอาด และมาตรฐาน ซึ่งสำคัญมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่กังวลเรื่องสุขอนามัยของ Street Food

บทเรียนที่ 4: กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing Strategy)

นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทองสมิทธ์กลายเป็น Global Destination ทองสมิทธ์ไม่ได้ใช้การตลาดแบบเดิมๆ แต่ใช้พลังของโซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

Xiaohongshu (Little Red Book): เจาะตลาดจีน

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด แอปพลิเคชัน Xiaohongshu (RED) มีอิทธิพลสูงสุดในการตัดสินใจท่องเที่ยวและกินดื่ม สถิติบอกว่านักท่องเที่ยวจีนกว่า 70% ใช้ RED ในการค้นหาข้อมูลร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวก่อนตัดสินใจไปเที่ยว

สิ่งที่ทำให้ทองสมิทธ์ประสบความสำเร็จใน RED คือ การใช้ User-Generated Content (UGC) ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่สร้างโดยลูกค้าเอง ทองสมิทธ์ไม่ได้จ่ายเงินจ้างคนมารีวิว แต่ได้ประโยชน์จากรีวิวธรรมชาติของนักท่องเที่ยวจีนที่ประทับใจในรสชาติและบรรยากาศ

นักวิจัยพบว่า ผู้บริโภคเชื่อถือรีวิวจากคนทั่วไปมากกว่าโฆษณาถึง 12 เท่า ดังนั้น UGC จึงเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของแบรนด์ในยุคดิจิทัล

Instagram & TikTok: เจาะตลาดคนรุ่นใหม่

Instagram ทำหน้าที่เป็น “Digital Lookbook” หรือแคตตาล็อกดิจิทัลของร้าน ลูกค้ามักถ่ายภาพลง Story และ Tag ร้าน ซึ่งช่วยขยายการรับรู้ไปยังเพื่อนฝูงและผู้ติดตามของพวกเขา

ส่วน TikTok เป็นอีกแพลตฟอร์มที่ทองสมิทธ์ได้ประโยชน์อย่างมาก คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงมักเป็นวิดีโอที่สื่อถึงความน่ากิน เช่น คลิปราดน้ำซุปร้อนๆ ลงบนเนื้อวากิว หรือคลิปรีแอคชั่นความเผ็ดสะใจ คลิปเหล่านี้มักกลายเป็น Viral และดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวที่กำลังไถฟีดหาของกินในกรุงเทพ

Lemon8: เจาะตลาดอาเซียน

แพลตฟอร์ม Lemon8 กำลังมาแรงในกลุ่มนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย รีวิวใน Lemon8 มักมีความละเอียด บอกพิกัด วิธีการเดินทาง ราคา และเมนูแนะนำอย่างชัดเจน

นักท่องเที่ยวอาเซียนมักกังวลเรื่องความคุ้มค่าและรสชาติที่ถูกปาก รีวิวใน Lemon8 จึงทำหน้าที่เป็นคู่มือแนะนำที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเลือกร้าน

บทเรียนที่ 5: ระบบและความสม่ำเสมอ (System & Consistency)

ทองสมิทธ์ประสบความสำเร็จเพราะรสชาติและคุณภาพสม่ำเสมอในทุกสาขา ทุกครั้งที่ลูกค้ามา การรักษามาตรฐานเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับธุรกิจที่ขยายตัว แต่มันจำเป็นมาก

เพราะถ้าลูกค้ามาครั้งแรกได้ประสบการณ์ดี แต่มาครั้งที่สองได้ประสบการณ์แย่ พวกเขาจะผิดหวังและไม่กลับมาอีก แถมยังบอกต่อในแง่ลบด้วย วิธีรักษาความสม่ำเสมอคือ:

  • การสร้างระบบครัวกลาง
  • การเขียน SOP (Standard Operating Procedure) หรือคู่มือการทำงานมาตรฐาน
  • การฝึกอบรมพนักงาน
  • การตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ

การมีระบบที่ดีทำให้ทองสมิทธ์สามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ระดับสูง ถึง 20% แม้จะใช้วัตถุดิบราคาแพง เพราะมีการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ผ่านระบบครัวกลาง และอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขา

สรุป: บทเรียนสำคัญที่ SME ต้องจำ

ความสำเร็จของทองสมิทธ์ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการลงมือทำอย่างจริงจัง มาสรุปบทเรียนสำคัญกัน:

1. อย่ากลัวขายแพง ถ้ามั่นใจในคุณภาพ – การตั้งราคาสูงขึ้นแต่ให้คุณค่าที่คุ้มค่า จะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและยินดีจ่ายเพื่อคุณภาพ

2. สถานที่ขายของไม่ใช่แค่สถานที่ขายของ – บรรยากาศ การออกแบบ ความสะอาด ทุกอย่างส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าของลูกค้า

3. เลือกแพลตฟอร์มให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย – ไม่จำเป็นต้องทำทุกแพลตฟอร์ม แต่ทำให้ดีในแพลตฟอร์มที่ลูกค้าของคุณใช้

4. User-Generated Content คือทองคำ – ลูกค้าที่พอใจและอยากแชร์ประสบการณ์ คือทีมการตลาดที่ดีที่สุดที่คุณมี

5. ความสม่ำเสมอสำคัญมาก – การรักษามาตรฐานเป็นเรื่องที่ท้าทายแต่จำเป็นมาก

6. อย่ามองข้ามพลังของนักท่องเที่ยว – ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30 ล้านคนต่อปี นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีกำลังซื้อสูง ชอบลองของใหม่ และชอบแชร์ประสบการณ์บนโซเชียล

ทองสมิทธ์พิสูจน์ให้เห็นว่า อาหารไทยไม่จำเป็นต้องราคาถูก หากเราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านวัตถุดิบ การออกแบบ และประสบการณ์ที่ดี สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการยกระดับธุรกิจ หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการวางกลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร สามารถปรึกษาบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยสร้างแบรนด์และดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จำไว้ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ทองสมิทธ์ใช้เวลาหลายปีในการสร้างแบรนด์ ขยายสาขา และพัฒนาคุณภาพอยู่ตลอดเวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ากับความพยายามที่ลงไป

แจก E-book Google VS Facebook ฟรี!!!

เพียงส่งโค้ดในหน้าเว็บนี้เข้ามาที่ไลน์

ส่งข้อมูลถึงเรา

ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!






    คุยกับเราทางไลน์

    เพิ่มเพื่อน