Google Search Ads ควรใช้งบเดือนละเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล
งบโฆษณา Google Ads ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ พร้อมทั้งปัจจัยสำคัญที่คุณต้องทำให้ถูกต้อง ไม่งั้นไม่ว่าจะใช้งบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน
Google Search Ads ควรใช้งบเดือนละเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล
คำถามที่ถามกันมากที่สุดเวลาจะเริ่มยิง Google Search Ads คือ “งบเท่าไหร่ถึงจะพอ?” ความจริงแล้ว คำตอบไม่ได้ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือถ้าคุณเคยลองทำเองแล้วรู้สึกว่าเงินหายไปโดยไม่เห็นผล นั่นอาจไม่ใช่เพราะงบน้อยเกินไป แต่เป็นเพราะมีอีกหลายอย่างที่ต้องเตรียมพร้อมก่อน
บทความนี้จะพาไปดูว่าจริงๆ แล้ว งบโฆษณา Google Ads ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ พร้อมทั้งปัจจัยสำคัญที่คุณต้องทำให้ถูกต้อง ไม่งั้นไม่ว่าจะใช้งบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน
คำตอบสั้นๆ: งบ Google Search Ads ควรเริ่มที่เท่าไหร่
ถ้าจะตอบแบบตรงๆ สำหรับธุรกิจ SME ทั่วไป งบโฆษณา Google Ads ที่แนะนำอยู่ที่ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม
ทำไมต้องขนาดนี้? เพราะ Google Ads ทำงานบนพื้นฐานของ “ข้อมูล” ถ้าคุณมีคลิกแค่ 50-100 คลิกต่อเดือน ระบบไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเรียนรู้และปรับปรุง ผลก็คือ คุณจะไม่รู้เลยว่าแคมเปญใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า
แต่นี่เป็นแค่ตัวเลขเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ต้องคำนวณจากธุรกิจของคุณเอง
หลักคิดสำคัญ: คำนวณงบจากเป้าหมายจริง ไม่ใช่ตัวเลขสุ่ม
การกำหนดงบโฆษณา Google Ads ที่ดีต้องเริ่มจาก เป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มจากว่ามีเงินเท่าไหร่ ลองตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้:
- คุณต้องการลีดเดือนละกี่คน?
- แต่ละลีดมีมูลค่าเท่าไหร่?
- Conversion rate จากลีดเป็นลูกค้าจริงประมาณเท่าไหร่?
ยกตัวอย่าง ถ้าคุณขายสินค้าที่มีกำไรต่อชิ้น 10,000 บาท และ conversion rate จากลีดเป็นลูกค้าจริงอยู่ที่ 10% นั่นหมายความว่า คุณต้องมีลีด 10 คนถึงจะได้ลูกค้า 1 คน
ถ้า cost per lead (CPL) อยู่ที่ 500 บาท คุณต้องใช้เงิน 5,000 บาทเพื่อให้ได้ลูกค้า 1 คน ซึ่งถ้าคุณต้องการขายได้ 5 ชิ้นต่อเดือน งบโฆษณาที่ต้องใช้คือ 25,000 บาท (ไม่รวม optimization ต่างๆ)
ปัจจัยที่ส่งผลต่องบโฆษณา Google Ads
งบโฆษณาที่ต้องใช้ไม่เหมือนกันทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ เหล่านี้:
1. ค่า CPC (Cost Per Click) ของคีย์เวิร์ด
นี่คือตัวแปรสำคัญที่สุด บางคีย์เวิร์ดถูก บางคีย์เวิร์ดแพงมาก
คีย์เวิร์ดทั่วไปอย่าง “ซื้อเสื้อผ้าออนไลน์” อาจมี CPC แค่ 3-8 บาท แต่ถ้าเป็นคีย์เวิร์ดธุรกิจ B2B หรืออุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น “รับติดตั้งโซล่าเซล์โรงงาน” CPC อาจพุ่งไปถึง 100-150 บาทต่อคลิกเลย
ทำไมถึงแพงขนาดนี้? เพราะผู้ค้นหาคีย์เวิร์ดนี้มี intent ชัดเจนมากและมูลค่าต่อดีลสูง โรงงานหนึ่งแห่งอาจใช้งบติดตั้งโซล่าเซล์เป็นล้าน ถ้าได้ลูกค้าเพียงคนเดียวก็คุ้มแล้ว แม้จะต้องใช้เงินโฆษณาไปหลักแสน
2. การแข่งขันในตลาด
ยิ่งมีคนแข่งขันเยอะ ค่า CPC ก็ยิ่งสูง Google ใช้ระบบประมูล คุณต้องจ่ายมากกว่าคู่แข่งถึงจะได้ตำแหน่งที่ดี
ลองดูตัวอย่างจริง:
- คีย์เวิร์ด “ประกันภัย” มีผู้แข่งขันสูงมาก CPC อาจอยู่ที่ 80-200 บาท
- คีย์เวิร์ด “ซื้อกระเป๋าหนัง” แข่งขันน้อยกว่า CPC อาจแค่ 5-15 บาท
3. เป้าหมายที่คุณต้องการ
ถ้าคุณต้องการแค่ให้คนรู้จักแบรนด์ (awareness) งบอาจไม่ต้องเยอะมาก แต่ถ้าต้องการให้เกิดยอดขายจริงๆ คุณต้องมีงบที่เพียงพอให้ระบบเก็บข้อมูลและปรับปรุง
กฎสำคัญคือ คุณต้องมีคลิกอย่างน้อย 30-50 คลิกต่อวัน ถึงจะเริ่มเห็นข้อมูลที่ชัดเจน
ถ้า CPC ของคุณอยู่ที่ 10 บาท คุณต้องใช้งบ 300-500 บาทต่อวัน หรือ 9,000-15,000 บาทต่อเดือน
แต่ถ้าธุรกิจของคุณมี CPC สูง เช่น 100 บาท คุณต้องใช้งบ 3,000-5,000 บาทต่อวัน หรือ 90,000-150,000 บาทต่อเดือน ถึงจะได้ข้อมูลเพียงพอ
Case Study: ธุรกิจติดตั้งโซล่าเซล์สำหรับโรงงาน
ลองมาดูตัวอย่างจริงจากประสบการณ์ที่เราดูแลลูกค้าในธุรกิจรับติดตั้งโซล่าเซล์สำหรับโรงงาน
สถานการณ์:
- ธุรกิจ B2B ที่ target โรงงานและองค์กรขนาดใหญ่
- ค่า CPC สูงมาก อยู่ที่ 100-150 บาทต่อคลิก
- มูลค่าต่อดีลสูงมาก (หลักแสน-ล้าน)
กลยุทธ์ที่ใช้: เราตั้งเป้าหมายว่าต้องการ 40-50 คลิกต่อวัน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับ optimization
ด้วย CPC ที่ 100-150 บาท นั่นหมายความว่างบโฆษณาต่อวันต้องอยู่ที่ 4,000-7,500 บาท หรือประมาณ 120,000-225,000 บาทต่อเดือน
เลขดูใหญ่ใช่ไหม? แต่สำหรับธุรกิจนี้ ถ้าได้ลูกค้าเพียง 2-3 โรงงานต่อเดือน ก็คุ้มค่าการลงทุนแล้ว
สิ่งสำคัญที่เราทำนอกเหนือจากงบโฆษณา:
- ปรับหน้าเว็บไซต์ให้เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย – เน้นเนื้อหาสำหรับองค์กรและโรงงาน ไม่ใช่บ้านทั่วไป ใช้ภาษาที่เป็น B2B มีข้อมูล case study และประหยัดพลังงานเป็นตัวเลขชัดเจน
- สร้างหน้า Landing Page เฉพาะ – แยกแต่ละประเภทโรงงาน (อาหาร, สิ่งทอ, ยานยนต์) มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องตรงจุด
- วาง Conversion Tracking ให้ถูกต้อง – ติดตามทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกรอกฟอร์ม โทรศัพท์สอบถาม จนถึงการนัดหมาย Site Visit
- ทำ Remarketing – คนที่เข้ามาดูเว็บแล้วแต่ยังไม่ติดต่อ เราต้องตามไปเตือนความจำ เพราะการตัดสินใจซื้อโซล่าเซล์ใช้เวลานาน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ เราสามารถทำให้ Cost Per Lead ลดลงจาก 8,000 บาท เหลือ 3,500 บาท ภายในเวลา 3 เดือน และที่สำคัญคือ คุณภาพของลีดดีขึ้นมาก มีโรงงานที่จริงจังสอบถามเพิ่มขึ้น
สิ่งที่สำคัญกว่างบโฆษณา: พื้นฐานที่ต้องเตรียมให้พร้อม
เคยมีลูกค้าบอกว่า “เรายิงโฆษณาไปแล้ว 50,000 บาท แต่ทำไมไม่มีคนติดต่อเข้ามาเลย” พอเข้าไปดูถึงรู้ว่า ปัญหาไม่ใช่ที่งบโฆษณา แต่อยู่ที่ปัจจัยพื้นฐานที่ยังไม่พร้อม
นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำให้ถูกต้องก่อน ไม่งั้นงบเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย:
1. เว็บไซต์ที่โหลดเร็วและใช้งานง่าย
คนที่คลิกโฆษณาของคุณคือคนที่มี intent จะซื้อสูง ถ้าเว็บโหลดช้า หรือหาข้อมูลยาก พวกเขาจะกดออกทันที
ตรวจสอบด้วย Google PageSpeed Insights ว่าเว็บของคุณโหลดเร็วพอไหม ควรอยู่ที่ 3 วินาทีหรือเร็วกว่า โดยเฉพาะบนมือถือ เพราะคนส่วนใหญ่ค้นหาผ่าน mobile
2. Landing Page ที่ตอบโจทย์
อย่าส่งคนไปที่หน้าแรกของเว็บ สร้าง Landing Page ที่ตรงกับโฆษณาที่คุณยิง
ถ้าโฆษณาพูดถึง “ติดตั้งโซล่าเซล์โรงงาน” Landing Page ก็ต้องเน้นเรื่องโรงงาน ไม่ใช่พูดถึงโซล่าเซล์สำหรับบ้านทั่วไป
หน้า Landing Page ที่ดีต้องมี:
- Headline ที่ชัดเจน ตรงกับที่คนค้นหา
- ข้อมูลที่จำเป็น ไม่ยืดเยื้อ
- รูปภาพหรือวิดีโอที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
- Call-to-Action ชัดเจน (กรอกฟอร์ม, โทรเลย, ดาวน์โหลดแคตตาล็อก)
- เบอร์โทรและช่องทางติดต่อเห็นง่าย
3. Quality Score ที่สูง
Quality Score คือคะแนนที่ Google ให้กับโฆษณาของคุณ คะแนนยิ่งสูง ค่าโฆษณายิ่งถูก
Quality Score ประกอบด้วย 3 ส่วน:
- Expected CTR – คาดว่าคนจะคลิกโฆษณาของคุณมากแค่ไหน
- Ad Relevance – โฆษณาของคุณตรงกับคีย์เวิร์ดที่คนค้นหาไหม
- Landing Page Experience – หน้า Landing Page ของคุณดีแค่ไหน
ถ้า Quality Score ต่ำ แม้คุณจะจ่ายเงินเยอะ โฆษณาก็อาจไม่โชว์ หรือต้องจ่ายแพงกว่าคู่แข่งที่มีคะแนนสูงกว่า
วิธีเพิ่ม Quality Score:
- เขียนโฆษณาที่ตรงกับคีย์เวิร์ดมากที่สุด
- ใช้คีย์เวิร์ดในโฆษณาและหน้า Landing Page
- ปรับปรุงหน้าเว็บให้เร็วและใช้งานง่าย
- ลบคีย์เวิร์ดที่ไม่เกี่ยวข้องออก (Negative Keywords)
4. Conversion Tracking ที่ถูกต้อง
ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรได้ผล คุณจะปรับปรุงได้อย่างไร?
Conversion คือเป้าหมายที่คุณต้องการให้เกิดขึ้น เช่น:
- กรอกฟอร์มสอบถาม
- โทรเข้ามา
- สั่งซื้อสินค้า
- ดาวน์โหลดแคตตาล็อก
ติดตั้ง Google Tag และ Conversion Tracking ให้ถูกต้อง ไม่งั้นคุณจะไม่รู้เลยว่าเงินที่จ่ายไปได้อะไรกลับมา
5. Remarketing ที่ไล่ตามคนที่สนใจ
ส่วนใหญ่แล้ว คนไม่ได้ซื้อทันทีที่คลิกโฆษณาครั้งแรก อาจต้องคิดนาน เปรียบเทียบราคา หรือต้องปรึกษาคนอื่นก่อน
Remarketing คือการแสดงโฆษณาให้คนที่เคยเข้ามาดูเว็บของคุณแล้ว เพื่อเตือนความจำ
ถ้าคุณทำถูก Remarketing สามารถลด Cost Per Conversion ได้มากถึง 50% เพราะคนกลุ่มนี้เคยสนใจแล้ว แค่ต้องการแรงผลักดันเล็กน้อย
ทำอย่างไรถ้างบน้อย
ถ้าคุณมีงบจำกัด ไม่ถึง 15,000 บาท ก็ยังทำได้ แต่ต้องเลือกกลยุทธ์ให้ถูก:
1. เริ่มจากคีย์เวิร์ดที่เจาะจงมาก
อย่าไปยิงคีย์เวิร์ดกว้างๆ เช่น “รองเท้า” ให้เลือกคีย์เวิร์ดที่เจาะจงกว่า เช่น “รองเท้าวิ่งผู้หญิง Nike ราคาถูก”
คีย์เวิร์ดแบบนี้แม้จะมีคนค้นหาน้อยกว่า แต่ค่าโฆษณาถูกกว่าและคนที่ค้นหามี intent ชัดเจนกว่า
2. จำกัด Location และเวลาในการแสดงโฆษณา
ถ้าธุรกิจของคุณให้บริการแค่กรุงเทพและปริมณฑล ก็อย่าไปยิงทั่วประเทศ
หรือถ้ารู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ค้นหาช่วงเย็นหลังเลิกงาน ก็ตั้งให้โฆษณาแสดงแค่เวลา 17:00-22:00 น.
3. เน้น Manual Bidding ก่อน
อย่าใช้ Smart Bidding ตอนเริ่มต้น เพราะระบบต้องการข้อมูลเยอะ ถ้างบน้อย ข้อมูลไม่พอ AI จะทำงานได้ไม่ดี
เริ่มจาก Manual CPC ก่อน พอมีข้อมูลพอแล้วค่อยเปลี่ยนเป็น Maximize Conversions หรือ Target CPA
4. ใช้ร่วมกับช่องทางอื่น
Google Ads ไม่ควรเป็นช่องทางเดียว ถ้างบจำกัด ควรทำร่วมกับ:
- Facebook/Instagram Ads (ค่าโฆษณาอาจถูกกว่า)
- SEO (ฟรี แต่ใช้เวลานาน)
- Content Marketing
- อีเมล์มาร์เก็ตติ้ง
ผิดพลาดที่คนมักทำ (และทำให้เสียเงินเปล่า)
หลายคนใช้เงินโฆษณาไปแล้ว ไม่ได้ผลเพราะทำผิดพลาดตรงนี้:
1. ไม่มี Negative Keywords
ถ้าคุณขาย “กาแฟสด” แต่ไม่ใส่ negative keyword “สูตร” “ทำเอง” “วิธีชง” คุณจะเสียเงินกับคนที่แค่อยากรู้วิธีชงกาแฟ ไม่ได้อยากซื้อ
2. ยิงโฆษณาไปที่หน้าแรก
หน้าแรกของเว็บมีข้อมูลเยอะ คนต้องหาต่อว่าสิ่งที่ต้องการอยู่ที่ไหน ควรสร้าง Landing Page เฉพาะเรื่องที่ดีกว่า
3. ไม่ติดตาม Conversion
ถ้าคุณไม่รู้ว่าอะไรได้ผล คุณจะปรับปรุงยังไง ต้องติดตั้ง Conversion Tracking ให้ครบทุก action ที่สำคัญ
4. ตั้งงบต่ำเกินไป
บางคนตั้งงบแค่ 100-200 บาทต่อวัน แต่ CPC อยู่ที่ 20 บาท คุณจะได้แค่ 5-10 คลิกต่อวัน ข้อมูลไม่พอจะวิเคราะห์อะไรเลย
5. ไม่ทำ A/B Testing
ไม่มีใครรู้ว่าโฆษณาแบบไหนจะได้ผลดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก ต้องทดสอบหลายๆ เวอร์ชั่น แล้วดูว่าอันไหนได้ CTR และ Conversion สูงสุด
ทำเองหรือจ้างบริษัททำดีกว่า
หลายคนลองทำเองแล้วไม่ได้ผล เริ่มคิดว่าควรจ้างบริษัทหรือเปล่า
คุณควรทำเอง ถ้า:
- มีเวลาเรียนรู้และติดตามผลอย่างจริงจัง
- ธุรกิจของคุณไม่ซับซ้อนมาก คีย์เวิร์ดไม่แพง
- งบโฆษณาต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน (อาจไม่คุ้มค่าจ้าง)
- อยากเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะของตัวเอง
คุณควรจ้างบริษัท ถ้า:
- ไม่มีเวลาหรือความเชี่ยวชาญพอ
- ธุรกิจของคุณแข่งขันสูง หรือคีย์เวิร์ดแพงมาก
- ต้องการผลลัพธ์เร็วและแม่นยำ
- งบโฆษณาสูง ต้องการคนคอยดูแลและ optimize ตลอดเวลา
หลายครั้งการจ้างบริษัทรับทำ Google Adsที่มีประสบการณ์อาจช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าทำเอง เพราะพวกเขารู้ว่าต้องหลีกเลี่ยงอะไร ปรับอะไร และทำอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด โดยเฉพาะธุรกิจที่มี CPC สูงหรือการแข่งขันสูง การตัดสินใจผิดพลาดครั้งเดียวอาจทำให้เสียเงินไปหลักหมื่นหรือหลักแสนได้
สรุป: ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับงบโฆษณา Google Ads
ไม่มีคำตอบตายตัวว่างบเท่าไหร่ถึงจะ “พอ” แต่สิ่งที่แน่ๆ คือ:
- งบขั้นต่ำที่แนะนำสำหรับ SME อยู่ที่ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับ optimization
- งบที่เหมาะสมต้องคำนวณจากเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่ตัวเลขสุ่ม ต้องรู้ว่า CPC เท่าไหร่ ต้องการลีดหรือยอดขายเท่าไหร่ แล้วถอยหลังมาคำนวณ
- ธุรกิจที่ CPC สูง (100-150 บาท) ต้องใช้งบมากขึ้นตามไปด้วย อาจอยู่ที่ 100,000-150,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป แต่ก็คุ้มถ้ามูลค่าต่อดีลสูง
- สิ่งที่สำคัญกว่างบคือการเตรียมพื้นฐานให้พร้อม เว็บไซต์ที่ดี Landing Page ที่ตรงจุด Quality Score สูง Conversion Tracking ถูกต้อง และ Remarketing ที่ไล่ตามลูกค้า
- งบน้อยก็ทำได้ แต่ต้องเลือกกลยุทธ์ให้ถูก เน้นคีย์เวิร์ดเจาะจง จำกัด location และเวลา ใช้ Manual Bidding และทำร่วมกับช่องทางอื่น
ถ้าคุณเคยทำเองแล้วไม่ได้ผล ลองย้อนกลับไปดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหน บางทีอาจไม่ใช่เพราะงบน้อย แต่เป็นเพราะยังขาดบางอย่างที่สำคัญกว่า
และที่สำคัญ อย่าคาดหวังว่าจะเห็นผลทันที Google Ads ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 เดือนในการเก็บข้อมูลและ optimize ให้ดีที่สุด อดทนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสำคัญ
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!




