ทำไม Google Ads ของคุณไม่มียอด Conversion
8 จุดสำคัญที่ทำให้ Google Ads ของคุณอาจไม่มียอด Conversion
ทำไม Google Ads ของคุณไม่มียอด Conversion?
8 จุดที่ต้องเช็คทันที
เชื่อไหมครับว่าหลายคนใช้งบโฆษณา Google Ads ไปเดือนละหลักหมื่น แต่กลับไม่เห็นยอดขายเข้ามาสักคน? หรือมียอดคลิกสูงมากแต่พอดูในระบบ Conversion กลับเป็นศูนย์เกลี้ยง สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในธุรกิจ SME ไทย และส่วนใหญ่มักมาจากปัญหาพื้นฐานที่แก้ไขได้ไม่ยาก
ผมเคยพบลูกค้าที่ทำ Google Ads ด้วยตัวเอง ใช้งบโฆษณาไปแล้ว 50,000 บาทต่อเดือน มี Click มากกว่า 2,000 ครั้ง แต่ยอด Conversion ที่วัดได้คือ 0 เมื่อเข้าไปเช็คถึงรู้ว่า… Conversion Tracking ไม่ได้ติดตั้งเลยสักตัว นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และไม่ใช่กรณีเดียว
วันนี้ผมจะพาคุณไปเช็ค 8 จุดสำคัญที่ทำให้ Google Ads ของคุณอาจไม่มียอด Conversion และที่สำคัญคือ คุณสามารถเช็คและแก้ไขได้ด้วยตัวเองทันที
1. Conversion Tracking ติดตั้งไม่ถูกต้องหรือไม่ได้ติดเลย
นี่คือปัญหาอันดับ 1 ที่พบบ่อยที่สุด หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่สร้างแคมเปญใน Google Ads แล้วระบบจะวัด Conversion ให้อัตโนมัติ แต่ความจริงแล้วคุณต้องติดตั้ง Conversion Tracking Code ที่หน้าเว็บไซต์ของคุณเอง
วิธีเช็ค:
- เข้าไปที่ Google Ads > Tools > Conversions
- ดูว่ามี Conversion Action ที่สร้างไว้หรือไม่
- ถ้ามี ให้เช็ค Status ว่าเป็น “Recording conversions” หรือ “No recent conversions”
- ถ้าเป็น “No recent conversions” มานานกว่า 7 วัน แสดงว่ามีปัญหา
วิธีแก้: ใช้ Google Tag Assistant หรือ Tag Manager Preview Mode ตรวจสอบว่า Tag ยิงเมื่อมีคนทำ Action จริงหรือไม่ หรือถ้าไม่แน่ใจ ให้ลองทำ Conversion บนเว็บไซต์ตัวเอง (เช่น กรอกฟอร์ม สั่งซื้อสินค้า) แล้วดูว่า Conversion นับขึ้นมาใน Google Ads ภายใน 24 ชั่วโมง
2. Landing Page ไม่ตรงกับที่โฆษณาสื่อสาร
ลองนึกภาพคุณเห็นโฆษณาเขียนว่า “ลดราคา 50% เฉพาะวันนี้!” แต่พอคลิกเข้าไป Landing Page กลับเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์ที่ไม่มีโปรโมชั่นอะไรเลย คุณจะรู้สึกอย่างไร? ส่วนใหญ่คงปิดหน้าต่างทิ้งทันที
นี่คือปัญหาที่เรียกว่า “Message Mismatch” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนคลิกโฆษณาแล้วไม่ Conversion
วิธีเช็ค:
- ดูโฆษณาของคุณว่าสื่อสารอะไร (ข้อความ สินค้า โปรโมชั่น)
- คลิกโฆษณาแล้วดูว่า Landing Page มีเนื้อหาที่สอดคล้องกันหรือไม่
- สินค้าที่โฆษณาต้องเห็นชัดเจนทันทีที่เข้า Landing Page
- CTA (Call-to-Action) ต้องตรงกับที่โฆษณาบอก
วิธีแก้: ถ้าโฆษณาเฉพาะเจาะจง ก็ต้องส่งไปที่หน้าที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่หน้าแรก ยกตัวอย่าง ถ้าโฆษณารองเท้าวิ่งผู้ชาย ก็ส่งไปหน้าหมวดรองเท้าวิ่งผู้ชายเลย ไม่ใช่หน้าแรกที่มีสินค้าผสมกัน
3. หน้าเว็บโหลดช้าเกินไป
คุณรู้ไหมว่าถ้าเว็บไซต์โหลดช้ากว่า 3 วินาที คนจะออกไปกว่า 50% เลยทีเดียว และถ้าช้ากว่า 5 วินาที คนที่เหลืออยู่จะมีแค่ไม่ถึง 30%
ผมเคยเจอธุรกิจที่ใช้งบโฆษณาเดือนละหลายหมื่นบาท แต่เว็บไซต์โหลด 8 วินาทีเต็ม เพราะใส่รูปสินค้าความละเอียดสูงมากๆ ขนาดไฟล์ละ 5-10 MB พอแก้ปัญหานี้แล้ว Conversion เพิ่มขึ้นมาทันที 40%
วิธีเช็ค:
- ใช้ Google PageSpeed Insights วิเคราะห์เว็บไซต์
- ลองเปิดเว็บด้วย Mobile และ 4G ดูว่าช้าแค่ไหน
- เช็คว่าเว็บมีรูปภาพหรือวิดีโอขนาดใหญ่เกินไปไหม
วิธีแก้:
- บีบอัดรูปภาพก่อนอัปโหลด (ใช้ TinyPNG หรือ Compressor.io)
- ใช้ Lazy Loading สำหรับรูปภาพ
- ลดจำนวน Plugin หรือ Script ที่ไม่จำเป็น
- ใช้ CDN ถ้าเว็บมี Traffic สูง
4. กำหนด Conversion Action ผิดประเภท
บางคนตั้ง Conversion แบบนับทุกครั้งที่มีคนเข้าเว็บ (Page View) แทนที่จะนับเฉพาะเมื่อมีคนซื้อของหรือส่งฟอร์ม ผลที่ตามมาคือ ระบบคิดว่า Conversion เยอะมาก แต่แท้จริงแล้วไม่มีคนซื้อของเลยสักคน
หรืออีกกรณีคือตั้ง Conversion เป็น “ทุกครั้งที่มีคนคลิกปุ่ม Add to Cart” แทนที่จะเป็น “ซื้อของจริงๆ ที่หน้า Thank You Page” ทำให้ข้อมูลผิดเพี้ยน
วิธีเช็ค:
- เช็คว่า Conversion Action ที่ตั้งไว้คือ Action ที่สำคัญจริงๆ (Purchase, Lead, Sign Up)
- ดู Conversion Rate ถ้าสูงผิดปกติ (เช่น 50-80%) อาจตั้งค่าผิด
- เปรียบเทียบจำนวน Conversion ใน Google Ads กับยอดขายจริงในระบบ
วิธีแก้: ตั้ง Conversion ให้ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจจริงๆ สำหรับ E-commerce ควรเป็น Purchase สำหรับธุรกิจ B2B ควรเป็น Form Submission หรือ Phone Call และอย่าลืมกำหนด Conversion Value ด้วย
5. Keyword ไม่ตรงกับ Search Intent
นี่เป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม คุณอาจเลือก Keyword ที่มี Search Volume สูง แต่ Intent ของคนค้นหาไม่ตรงกับสิ่งที่คุณขาย
ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณขายคอร์สเรียน Google Ads แต่ไปยิง Keyword “Google Ads คืออะไร” คนที่ค้นหาคำนี้อาจแค่อยากรู้ว่า Google Ads คืออะไร ไม่ได้อยากซื้อคอร์สเลย ดังนั้นแม้จะมี Click เยอะ แต่ Conversion ก็จะต่ำมาก
วิธีเช็ค:
- เข้าไปดู Search Terms Report ใน Google Ads
- ดูว่าคนค้นหาคำอะไรบ้างที่ทำให้โฆษณาโชว์
- วิเคราะห์ว่า Intent ของคำค้นหาเหล่านั้นตรงกับสิ่งที่คุณขายไหม
วิธีแก้: แบ่ง Keyword ตาม Search Intent ชัดเจน เช่น:
- Informational (“Google Ads คืออะไร”) → ใช้งบน้อย หรือไม่ยิงเลย
- Commercial (“ราคาคอร์ส Google Ads”) → ยิงได้ แต่ระวังเรื่องงบ
- Transactional (“สมัครคอร์ส Google Ads”) → ควรเน้นที่นี่ เพราะ Intent ชัดเจน
เพิ่ม Negative Keywords เพื่อกรองคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และเพิ่ม Match Type เป็น Phrase หรือ Exact เพื่อควบคุม Traffic ให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
6. ไม่มีความน่าเชื่อถือบนหน้า Landing Page
ลองคิดดูว่าคุณจะซื้อของออนไลน์จากร้านที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่มีรีวิว ไม่มีเบอร์โทร ไม่มีที่อยู่ ราคาถูกผิดปกติ คุณจะกล้าใส่บัตรเครดิตไหม? คำตอบคือไม่
นี่คือสาเหตุที่หลายคนมี Click และมีคนเข้าเว็บเยอะ แต่ Conversion ไม่มีเลย เพราะลูกค้าไม่ไว้วางใจพอที่จะซื้อ
วิธีเช็ค:
- Landing Page มีรีวิวจากลูกค้าจริงหรือไม่
- มีช่องทางติดต่อชัดเจน (เบอร์โทร Line Official อีเมล)
- มี Trust Badge (ชำระเงินปลอดภัย รับประกันสินค้า)
- มีเงื่อนไขการคืนสินค้า/เงินที่ชัดเจน
วิธีแก้: เพิ่มองค์ประกอบที่สร้างความน่าเชื่อถือ เช่น:
- รีวิวจากลูกค้าจริง พร้อมรูปภาพ
- จำนวนลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว
- โลโก้พาร์ทเนอร์หรือลูกค้าองค์กร
- นโยบายคืนเงิน 7 วันหรือ 30 วัน
- แสดงช่องทางติดต่อชัดเจน
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มยอด Conversion แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือต้องการทีมมืออาชีพช่วยดูแลและปรับปรุงแคมเปญอย่างต่อเนื่อง ลองปรึกษาบริษัทรับทำ Google Ads จากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จัดการแคมเปญให้ธุรกิจ SME มาหลายปี
7. Call-to-Action (CTA) ไม่ชัดเจนหรือซ่อนอยู่
คุณต้องการให้ลูกค้าทำอะไรหลังจากเข้ามาที่ Landing Page? ซื้อสินค้า? กรอกฟอร์ม? โทรปรึกษา? ถ้าคุณไม่บอกชัดเจน หรือปุ่ม CTA ซ่อนอยู่จนหายาก คนก็จะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
ผมเคยเจอเว็บไซต์ที่มีปุ่ม “สั่งซื้อ” อยู่แค่ด้านล่างสุดของหน้าเว็บ และต้อง scroll ลงไปนานมาก ผลคือคนส่วนใหญ่ไม่เห็นปุ่มนี้เลย
วิธีเช็ค:
- ปุ่ม CTA มีเด่นหรือไม่ (สี ขนาด ตำแหน่ง)
- ข้อความบนปุ่มชัดเจนไหม (“สั่งซื้อเลย” ดีกว่า “คลิกที่นี่”)
- ปุ่ม CTA มีกี่ตำแหน่งบนหน้า Landing Page
- ลองใช้มือถือเข้าดู CTA เห็นชัดไหม
วิธีแก้:
- ใช้สีที่ตัดกับพื้นหลัง (เช่น พื้นขาวใช้ปุ่มสีเขียวหรือสีส้ม)
- วางปุ่ม CTA หลายจุดตลอด Landing Page (บน กลาง ล่าง)
- ใช้ข้อความที่ Action-Oriented เช่น “รับส่วนลดเลย” “ปรึกษาฟรีวันนี้” “สั่งซื้อเลย”
- ทดสอบ A/B Test ระหว่างข้อความและสีที่ต่างกัน
8. ไม่มีการ Retargeting คนที่เคยเข้าเว็บ
คุณรู้ไหมว่าคนส่วนใหญ่ไม่ซื้อของตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าเว็บ พวกเขาต้องการเวลาคิด เปรียบเทียบราคา หรือรอเงินเดือนออก ถ้าคุณปล่อยให้คนเหล่านี้หายไป คุณก็เสียโอกาสขายไปแบบนั้นๆ
Retargeting คือการแสดงโฆษณาให้คนที่เคยเข้าเว็บไซต์คุณแล้วเห็นอีกครั้ง เพื่อเตือนความจำและกระตุ้นให้กลับมาซื้อ
วิธีเช็ค:
- ดูว่าคุณมี Remarketing List สร้างไว้ไหม
- เช็คว่ามีแคมเปญ Retargeting ทำงานอยู่หรือไม่
- ดูจำนวน User ใน Audience List มีเพียงพอสำหรับการยิงโฆษณาไหม (อย่างน้อย 100 คน)
วิธีแก้: สร้าง Remarketing Audience จากคนที่:
- เข้าชม Landing Page แต่ไม่ซื้อ
- ใส่สินค้าลงตะกร้าแต่ไม่ชำระเงิน
- ดูหน้าสินค้าเฉพาะบางตัว
จากนั้นสร้างโฆษณาพิเศษสำหรับกลุ่มนี้ เช่น “กลับมาซื้อเลย รับส่วนลดเพิ่ม 10%” หรือ “สินค้าที่คุณสนใจยังมีอยู่” วิธีนี้จะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้มากเพราะคนเหล่านี้มี Intent สูงอยู่แล้ว
สรุป: แก้ปัญหาทีละจุด ยอด Conversion จะเพิ่มขึ้นเอง
ถ้า Google Ads ของคุณไม่มียอด Conversion อย่ารีบสรุปว่า Google Ads ไม่เวร์ค หรือสินค้าคุณไม่มีคนสนใจ ลองเช็ค 8 จุดที่เราพูดถึงดูก่อน:
- Conversion Tracking ติดตั้งถูกต้องหรือไม่
- Landing Page ตรงกับโฆษณาไหม
- ความเร็วเว็บไซต์ โหลดภายใน 3 วินาทีไหม
- Conversion Action ตั้งค่าถูกต้องไหม
- Keyword Intent ตรงกับสิ่งที่คุณขายไหม
- ความน่าเชื่อถือ บน Landing Page เพียงพอไหม
- CTA ชัดเจนและเด่นพอไหม
- Retargeting มีทำหรือไม่
แก้ไขทีละจุด ตั้งแต่ง่ายไปยาก อย่าพยายามแก้ทั้ง 8 จุดพร้อมกันในวันเดียว เพราะคุณจะไม่รู้ว่าอะไรที่ได้ผลจริง ลองแก้ไข 2-3 จุดต่อสัปดาห์ แล้วดูผลลัพธ์
และที่สำคัญ อย่าลืมว่า Google Ads เป็น Marathon ไม่ใช่ Sprint ต้องใช้เวลาทดสอบ ปรับแต่ง เรียนรู้จากข้อมูล ถ้าคุณทำให้ถูกต้องและต่อเนื่อง ยอด Conversion จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเอง
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



