KPI ฝ่ายการขายและการตลาด
ควรกำหนดอย่างไรให้วัดผลได้จริง
เครื่องมือช่วยติดตามและวัด KPI
การวัด KPI จะเป็นประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อคุณมีเครื่องมือที่ช่วยให้ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างสะดวก นี่คือเครื่องมือที่แนะนำสำหรับ SME:
1. Google Analytics 4 (GA4)
เครื่องมือฟรีจาก Google ที่ช่วยติดตาม:
- Website Traffic
- Bounce Rate
- Conversion Rate
- User Behavior
ข้อดี: ฟรี, ใช้ง่าย, integrate กับ Google Ads ได้
ข้อเสีย: อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้สักหน่อยถ้าไม่เคยใช้มาก่อน
2. Google Ads & Facebook Ads Manager
สำหรับธุรกิจที่ใช้โฆษณาออนไลน์ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยติดตาม:
- Impressions, Reach, CTR
- Cost per Click (CPC)
- Cost per Conversion
- ROAS (Return on Ad Spend)
ข้อดี: ดูข้อมูลแบบ real-time ได้
ข้อเสีย: ต้องเช็กหลายแพลตฟอร์ม อาจจะไม่ได้ภาพรวมทั้งหมด
3. CRM (Customer Relationship Management)
เครื่องมืออย่าง HubSpot, Salesforce, Pipedrive ช่วยติดตาม:
- Lead Status
- Sales Pipeline
- Win Rate
- Sales Cycle Length
ข้อดี: เห็น customer journey ทั้งหมดตั้งแต่ลีดจนถึงลูกค้า
ข้อเสีย: บางตัวมีราคาแพง (แต่มีทางเลือกราคาถูกหรือฟรีด้วยเช่น HubSpot Free)
4. Google Data Studio (Looker Studio)
เครื่องมือฟรีจาก Google ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งมาแสดงในแดชบอร์ดเดียว เช่น:
- Google Analytics
- Google Ads
- Facebook Ads
- Google Sheets
ข้อดี: ฟรี, customize ได้ตามต้องการ, เห็นภาพรวมทั้งหมดในที่เดียว
ข้อเสีย: ต้องใช้เวลา setup
5. Excel / Google Sheets
อย่าดูถูกความสามารถของ Spreadsheet! สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การใช้ Google Sheets ในการติดตาม KPI ก็เพียงพอแล้ว
ข้อดี: ฟรี, customize ได้ตามต้องการ, ทุกคนใช้เป็น
ข้อเสีย: ต้องกรอกข้อมูลเอง (ถ้าไม่ได้ integrate)
เคล็ดลับ: เริ่มจากเครื่องมือฟรีก่อน เช่น Google Analytics + Google Sheets เมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นแล้วค่อยลงทุนเครื่องมือที่ซับซ้อนกว่า
ข้อผิดพลาดที่มักเจอในการกำหนด KPI
แม้จะรู้หลักการแล้ว แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดที่หลายองค์กรมักทำ มาดูกันว่าควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง
1. ตั้ง KPI เยอะเกินไป
บางบริษัทตั้ง KPI ตั้ง 20-30 ตัว คิดว่ายิ่งวัดเยอะยิ่งดี แต่จริงๆ แล้ว KPI เยอะเกินไปทำให้ทีมสับสน ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ
วิธีแก้: เลือกวัดเฉพาะ KPI ที่สำคัญจริงๆ 5-10 ตัว แล้วมานโฟกัสให้ได้ผล
2. วัดแต่ Vanity Metrics
Vanity Metrics คือตัวเลขที่ดูสวยงามแต่ไม่ช่วยให้ธุรกิจดีขึ้น เช่น Likes, Followers, Page Views ถ้าวัดเพียงอย่างเดียว
วิธีแก้: มองให้ลึกกว่าแค่ตัวเลขผิวเผิน ถามตัวเองว่า “ตัวเลขนี้ช่วยให้ธุรกิจมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงไหม?”
3. ไม่มีการ Review และปรับ KPI
KPI ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งครั้งเดียวแล้วไม่เปลี่ยน ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ตลาดเปลี่ยน คู่แข่งเปลี่ยน ดังนั้น KPI ก็ต้องเปลี่ยนด้วย
วิธีแก้: Review KPI อย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุกไตรมาส ถามตัวเองว่า KPI ที่มีอยู่ยังสะท้อนความสำเร็จของธุรกิจหรือไม่
4. ไม่มีการ Align กับเป้าหมายธุรกิจ
บางบริษัทตั้ง KPI โดยไม่ได้คิดว่าเป้าหมายธุรกิจคืออะไร เช่น บริษัทอยากเพิ่มยอดขาย แต่กลับไปวัดแต่ Engagement Rate
วิธีแก้: เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจก่อนเสมอ แล้วค่อยถามตัวเองว่า KPI ไหนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้
5. ไม่มีการ Communicate KPI ให้ทีมเข้าใจ
KPI ที่ดีต้องทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจและรู้สึก ownership ถ้าเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่รู้ ทีมก็จะไม่ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
วิธีแก้: Communicate อย่างชัดเจน อธิบายว่าทำไมถึงเลือก KPI นี้ แต่ละคนมีส่วนช่วยอย่างไร และบรรลุแล้วจะได้อะไร
สรุป: Key Takeaways
การกำหนด KPI ฝ่ายการตลาดและการขายให้วัดผลได้จริงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำอย่างมีหลักการ นี่คือสิ่งที่ควรจำ:
✅ KPI ต้องเป็น SMART – Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound
✅ แยก KPI ตาม Funnel – วัดทั้ง Awareness, Consideration, และ Conversion
✅ เชื่อมโยงการตลาดกับการขาย – ใช้ Shared KPIs และมี SLA ร่วมกัน
✅ เลือกวัด KPI ที่สำคัญจริงๆ – อย่าวัดเยอะเกินไปจนสับสน
✅ ใช้เครื่องมือช่วยติดตาม – เริ่มจากฟรีก่อน เช่น Google Analytics, GA4
✅ Review และปรับ KPI เป็นประจำ – ธุรกิจเปลี่ยน KPI ก็ต้องเปลี่ยนตาม
✅ Communicate ให้ทีมเข้าใจ – KPI ไม่ใช่ของผู้บริหารเท่านั้น ทุกคนต้องเข้าใจและมีส่วนร่วม
จำไว้ว่า KPI ที่ดีไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดี แต่คือเข็มทิศที่ช่วยนำทางให้ธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริง เริ่มต้นวันนี้ด้วยการ review KPI ที่คุณมีอยู่ ถามตัวเองว่า “มันช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้จริงไหม?” ถ้าคำตอบคือไม่ ก็ถึงเวลาปรับเปลี่ยนแล้ว
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!




