วิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหาร ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
6 กลยุทธ์ที่ร้านเล็กทำได้จริง ลงมือทำเอง ไม่ต้องมีทีมใหญ่หรืองบโฆษณาหลักแสน
วิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหารช่วงเศรษฐกิจไม่ดี: 6 กลยุทธ์ที่ร้านเล็กทำได้จริง
ไตรมาส 2 ปี 2568 ยอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารไทยแบบหน้าร้านเดิม ลดลงจากปีก่อนถึง 14% ตัวเลขนี้น่าตกใจกว่าที่หลายคนคิด เพราะสะท้อนว่าลูกค้าเดิมไม่กลับมากินซ้ำเหมือนเดิม
ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารขนาดเล็ก ไม่ใช่เชนใหญ่ที่มีทีมการตลาดคอยดูแล คุณอาจกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ ต้นทุนวัตถุดิบขึ้นทุกเดือน แต่ลูกค้ากลับน้อยลงทุกวัน
บทความนี้ไม่ได้มาบอกว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เพราะเรื่องนั้นควบคุมไม่ได้ ผมจะพาไปดูวิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหารที่ร้านเล็กๆ ลงมือทำเองได้จริง ไม่ต้องมีทีมใหญ่หรืองบโฆษณาหลักแสน
ร้านอาหาร SME กำลังเจอโจทย์ที่หนักกว่าที่คิด
ราคาอาหารจานเดียวในไทยปรับขึ้นไปแล้ว 8 ถึง 33% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงต่อเนื่อง
ปัญหาคือราคาที่ขึ้นแล้วมักไม่ค่อยลดกลับ ผู้บริโภคจึงรู้สึกต่อต้านและเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบร้านอาหารเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25% ตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ค่าแรงเพิ่มอีก 5%
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นในปีนี้ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เคยดันราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้นไปแตะระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้สองฝ่ายจะลงนามข้อตกลงสงบศึกไปแล้ว แต่รายละเอียดสุดท้ายยังไม่นิ่งภายใน 60 วันข้างหน้า ราคาก๊าซหุงต้มและต้นทุนขนส่งวัตถุดิบของร้านอาหารจึงยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง ไม่ได้ลดลงตามที่หลายคนหวัง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดให้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงปิดตัวสูง จากทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเพิ่มยอดขายร้านอาหารตอนนี้ ต้องอาศัยความเร็วในการปรับตัวมากกว่าการรอให้สถานการณ์ดีขึ้นเอง
ใช้สิทธิรัฐบาล ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ดันยอดขายเพิ่ม
ท่ามกลางต้นทุนที่ยังสูง มีโครงการหนึ่งที่ร้านเล็กใช้ประโยชน์ได้จริงตอนนี้ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม วงเงินสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้
จุดที่ร้านอาหารไม่ควรพลาดคือ โครงการนี้ขยายไปถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีแล้ว ทั้ง ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ลูกค้าที่เคยลังเลเพราะราคาสั่งผ่านแอปแพงกว่าปกติ มีโอกาสกลับมาสั่งซ้ำเพราะได้ส่วนลดจากรัฐ
ร้านที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปถุงเงิน ควรรีบทำก่อนช่วงพีคของโครงการ เพราะร้านที่เข้าร่วมจะมีสัญลักษณ์ให้ลูกค้าเห็นตอนค้นหาในแอป เท่ากับได้ทราฟฟิกฟรีจากคนที่กำลังมองหาร้านใช้สิทธิอยู่แล้ว
ก่อนควักเงินทำการตลาด เช็กก่อนว่าเมนูไหนเลี้ยงร้าน เมนูไหนถ่วงร้าน
หลายร้านรีบทำโปรโมชันหรือยิงแอด ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเมนูไหนทำกำไรจริง เทคนิคที่เรียกว่า Menu Engineering ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตั้งแต่ยังไม่ต้องใช้งบสักบาท
วิธีทำง่ายมาก แบ่งเมนูทั้งหมดเป็น 4 กลุ่มตามยอดขายและกำไร เมนูขายดีกำไรดีเรียกว่า Stars ให้วางตำแหน่งเด่นที่สุดในเมนู ห้ามลดราคาเด็ดขาด
เมนูขายดีแต่กำไรน้อยเรียกว่า Plowhorses ให้ลองปรับสูตรหรือจับคู่ขายกับเมนูกำไรสูง ส่วนเมนูขายน้อยกำไรน้อยเรียกว่า Dogs ควรตัดออกจากเมนูไปเลย เพราะสิ้นเปลืองทั้งพื้นที่เก็บของและความซับซ้อนในครัว
ใช้ข้อมูลย้อนหลังแค่ 30 วันก็เพียงพอสำหรับร้านเล็ก จัดกลุ่มเมนูเสร็จ คุณจะรู้ทันทีว่าควรทุ่มงบการตลาดไปที่เมนูไหน แทนที่จะโปรโมททุกอย่างเท่ากันหมด นี่คือจุดเริ่มต้นของการเพิ่มยอดขายร้านอาหารอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่การเดา
ทำให้ลูกค้าที่เคยมาแล้ว กลับมาอีกครั้งด้วยเครื่องมือที่ร้านเล็กก็ใช้ได้
การหาลูกค้าใหม่แพงขึ้นทุกปี ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจไปร้านอื่นง่ายขึ้นถึง 45% เพราะมีตัวเลือกในตลาดเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ทางออกที่ร้านเล็กเข้าถึงได้จริงคือ LINE Official Account ผูกกับระบบสะสมแต้มแบบ MyCustomer เริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน แทนที่บัตรสะสมแต้มกระดาษแบบเดิม
ร้านชาบูพรีเมียม Shizen Shabu เจอปัญหาลูกค้าบล็อกบัญชี LINE เพราะรำคาญข้อความโปรโมชัน หลังเปลี่ยนมาใช้ระบบสะสมแต้มพร้อมสิทธิพิเศษจริงจัง อัตราการบล็อกลดลง 23% และลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 30%
ร้านกาแฟ ROASTNIYOM ใช้วิธีง่ายกว่านั้น พิมพ์ QR Code สมัครสมาชิกลงบนแก้วกาแฟโดยตรง ผลลัพธ์คือเพื่อนใน LINE OA กว่า 60% กลายเป็นสมาชิกจริง และมีอัตรากลับมาซื้อซ้ำสูงถึง 70%
ให้คนที่หิวแถวบ้านคุณ เจอร้านคุณก่อนคู่แข่ง
เวลาคนหิวและอยู่นอกบ้าน พฤติกรรมแรกที่ทำคือค้นหาคำว่าร้านอาหารใกล้ฉันบน Google Maps ถ้าร้านคุณไม่ปรากฏตรงนั้น เท่ากับพลาดลูกค้ากลุ่มที่พร้อมจะเดินเข้าร้านทันที
การอัปเดต Google Business Profile ให้ครบ ทั้งเวลาเปิดปิด รูปเมนู และตอบรีวิวอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มโอกาสติดอันดับต้นๆ เมื่อลูกค้าค้นหาในพื้นที่ใกล้เคียง
สำหรับร้านที่อยากให้ผลลัพธ์เร็วขึ้น การใช้บริการโฆษณาบน Google Mapsช่วยดันร้านให้ขึ้นมาอยู่หน้าแรกตอนลูกค้ากำลังหิวและกำลังตัดสินใจ เป็นจังหวะที่การตลาดรูปแบบอื่นทำแทนไม่ได้
ขยายฐานลูกค้าใหม่แบบต้นทุนต่ำ ด้วย TikTok และคนธรรมดาที่ไม่ใช่ Influencer แพงๆ
ผู้บริโภครุ่นใหม่จำนวนมากเลิกค้นหาร้านอาหารบน Google แล้วหันไปพิมพ์คำว่าร้านอาหารใกล้ฉันบน TikTok แทน เพราะเชื่อรีวิวจากคนทำคอนเทนต์มากกว่าโฆษณา
เทคนิคสำคัญคือใส่คำสำคัญให้ครบทั้งเสียงพูดในคลิป ข้อความบนหน้าจอ และแคปชัน เพราะระบบของ TikTok ใช้ทั้งสามส่วนนี้ในการจัดอันดับการค้นหา
งบการตลาดไม่จำเป็นต้องทุ่มไปที่ Influencer คนดัง กลยุทธ์ 80 ต่อ 20 ทำงานได้ดีกว่า แบ่งงบ 20% ให้ผู้มีอิทธิพลระดับกลางเพื่อสร้างการรับรู้ ส่วน 80% ที่เหลือให้กับลูกค้าตัวจริงที่มีผู้ติดตามหลักพัน เพื่อให้พวกเขามารีวิวแบบธรรมชาติ
เชิญลูกค้ากลุ่มนี้มากินที่ร้านจริง ให้ถ่ายคลิปตอนกัดคำแรก หรือพาชมบรรยากาศในครัว ความรู้สึกที่ไม่ปรุงแต่งแบบนี้มักดันยอดจองโต๊ะได้ดีกว่าโฆษณาที่ดูจงใจ
ช่วงที่ต้นทุนทุกอย่างขึ้นราคาพร้อมกัน ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ คลิปที่เห็นหน้าตาอาหารจริงและบรรยากาศจริง จึงโน้มน้าวใจได้ดีกว่าโฆษณาที่ดูสวยเกินจริง เพราะลูกค้าต้องการความมั่นใจก่อนควักเงินทุกบาททุกสตางค์
โปรโมชันที่ไม่ต้องลดราคาก็ดึงลูกค้าได้
การลดราคาซ้ำๆ ทำร้ายกำไรระยะยาว และทำให้ลูกค้าติดนิสัยรอโปรโมชัน ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือการจัดเซตเมนูให้รู้สึกคุ้มค่าโดยไม่กระทบกำไรมาก
ตัวอย่างเช่น จับเมนูหลักคู่กับเครื่องดื่มในราคาที่ถูกลงเล็กน้อยจากการสั่งแยก ส่วนต่างที่ให้ไปมักเป็นแค่กำไรส่วนเกินของเครื่องดื่ม แต่ลูกค้ารู้สึกคุ้มมากกว่าที่คิด
อีกวิธีที่ได้ผลดีกับร้านที่ขายดีแค่มื้อเย็นคือทำโปรโมชันมื้อกลางวันราคาพิเศษ ช่วยดึงต้นทุนคงที่ของร้านให้กระจายไปในช่วงเวลาที่ลูกค้าน้อย และอาจได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ค่อยๆ เปลี่ยนมาใช้บริการมื้อหลักในภายหลัง
ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ลูกค้าอ่อนไหวกับราคามากเป็นพิเศษ การสื่อสารความคุ้มค่าให้ชัดเจน เช่น บอกน้ำหนักหรือปริมาณที่ได้จริง อาจสำคัญกว่าตัวเลขส่วนลดด้วยซ้ำ เพราะลูกค้าอยากรู้ว่าจ่ายเงินไปแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง
เรียนรู้จากร้านเล็กที่ผ่านวิกฤตมาได้แล้ว
ข้าวหมูทอดเจ๊จง เริ่มต้นด้วยราคาเพียง 39 บาทต่อกล่อง แต่จุดที่ทำให้ร้านโตไม่ใช่แค่ราคาถูก ร้านชวนวินมอเตอร์ไซค์และคนทั่วไปมารับข้าวกล่องไปขายต่อในราคาส่ง แทนที่จะพึ่งแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่เก็บค่า GP สูง
วิธีนี้ขยายช่องทางขายได้เร็ว ลดภาระค่าจัดส่งของร้าน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจนกลายเป็นข่าวระดับประเทศ เป็นตัวอย่างว่าการกระจายสินค้าผ่านคนในชุมชน ก็เป็นการตลาดที่ทรงพลังได้เหมือนกัน
ร้าน Kapong เจาะกลุ่มเมนูปลากะพงที่หาทานยากในรูปแบบเดลิเวอรี แทนที่จะแข่งในตลาดที่แออัดอยู่แล้ว การหาช่องว่างเล็กๆ ที่ยังไม่มีใครทำ มักทำให้ร้านเล็กแข่งกับร้านใหญ่ได้โดยไม่ต้องใช้ทุนมหาศาล
สรุปสิ่งที่ควรลงมือทำ
ยอดขายร้านอาหารที่ลดลงตอนนี้ ไม่ได้แปลว่าธุรกิจของคุณจะไปต่อไม่ได้ สิ่งที่ต่างกันระหว่างร้านที่รอดกับร้านที่ปิดตัว คือความเร็วในการปรับตัวมากกว่าขนาดของทุน
เริ่มจากสิ่งที่ทำได้วันนี้ก่อน จัดกลุ่มเมนูให้รู้ต้นทุนจริง เปิด LINE OA เก็บฐานลูกค้าเก่า และทำให้ Google Maps ของร้านพร้อมรับลูกค้าที่กำลังหิวอยู่ใกล้ๆ ทั้งหมดนี้คือวิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหารที่ร้านเล็กทำเองได้จริง ไม่ต้องรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



