วิธี วัดผลการทำโฆษณา ออนไลน์
วัดผลการทำโฆษณา ยังไง? ต้องดูอะไรบ้าง?
วัดผลการทำโฆษณา ยังไง? ดูตัวเลขอะไรบ้างให้รู้ว่าโฆษณาคุ้มค่า
การทำโฆษณาออนไลน์ไม่ใช่แค่การลงเงินแล้วรอดูว่ามีคนกดไลก์หรือเข้าชมเว็บไซต์มากแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ โฆษณาสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้จริงหรือไม่
เพราะบางแคมเปญมีคนคลิกจำนวนมาก แต่ไม่มีลูกค้าติดต่อเข้ามา ขณะที่บางแคมเปญมีคนคลิกไม่เยอะ แต่กลับสร้างยอดขายได้ดี ดังนั้นการวัดผลจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่า ควรเพิ่มงบ ลดงบ หรือปรับกลยุทธ์โฆษณาอย่างไร
ทำไมต้องวัดผลการทำโฆษณา?
การวัดผลช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าเงินที่ลงทุนไปกำลังสร้างอะไรกลับมา ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้แบรนด์ การเข้าชมเว็บไซต์ การสร้างลูกค้าใหม่ หรือยอดขาย
นอกจากนี้ยังช่วยให้เห็นว่า
- โฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่
- คนสนใจโฆษณามากน้อยแค่ไหน
- เว็บไซต์หรือ Landing Page สามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าได้หรือไม่
- งบโฆษณาที่ใช้ไปสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่
- ควรปรับแคมเปญส่วนไหนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น
วิธี วัดผลการทำโฆษณา
1. กำหนดเป้าหมายก่อนเริ่มทำโฆษณา
ก่อนวัดผล ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า โฆษณาแคมเปญนี้ทำไปเพื่ออะไร?
เพราะแต่ละเป้าหมายจะมีตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน เช่น
| เป้าหมาย | ตัวชี้วัดที่ควรดู |
|---|---|
|
Reach, Impressions, CPM |
|
Clicks, CTR, CPC |
|
Leads, CPL, Conversion Rate |
|
Conversions, CPA, ROAS, Revenue |
|
Engagement, Engagement Rate |
ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจต้องการให้ลูกค้าทักแชตเพื่อสอบถามบริการ การวัดผลจากจำนวนไลก์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริง ๆ คือ จำนวนลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา
2. ดูจำนวนคนที่เห็นโฆษณาและการเข้าถึง
ตัวเลขกลุ่มแรกที่ควรดูคือ Reach และ Impressions
- Reach คือ จำนวนคนที่เห็นโฆษณา
- Impressions คือ จำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง
ตัวอย่างเช่น หากโฆษณามี Reach 10,000 คน และ Impressions 15,000 ครั้ง หมายความว่าโฆษณาถูกแสดงทั้งหมด 15,000 ครั้ง โดยมีคนเห็นโฆษณา 10,000 คน
ตัวเลขนี้ช่วยให้รู้ว่าโฆษณาสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าโฆษณาสร้างยอดขายได้ดีหรือไม่
Frequency คืออะไร?
คือ จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่คนหนึ่งคนเห็นโฆษณา
คำนวณได้จาก
Frequency = Impressions ÷ Reach
เช่น 15,000 ÷ 10,000 = 1.5 ครั้ง
หาก Frequency สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผลลัพธ์ไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่ากลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาซ้ำมากเกินไป และควรพิจารณาปรับครีเอทีฟหรือกลุ่มเป้าหมาย
3. ดูว่าคนสนใจโฆษณามากแค่ไหน
เมื่อมีคนเห็นโฆษณาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือดูว่า มีคนสนใจและคลิกเข้ามาหรือไม่
ตัวเลขสำคัญ ได้แก่
CTR (Click-Through Rate)
คือ อัตราการคลิกโฆษณาเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง
CTR = (จำนวนคลิก ÷ Impressions) × 100
ตัวอย่างเช่น โฆษณาถูกแสดง 10,000 ครั้ง และมีคนคลิก 200 ครั้ง
CTR = (200 ÷ 10,000) × 100 = 2%
ช่วยให้เห็นว่าโฆษณาสามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ดีแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม CTR สูงไม่ได้แปลว่าโฆษณาขายดีเสมอไป เพราะคนอาจคลิกเข้ามาแล้วไม่ได้สนใจสินค้าหรือบริการจริง ๆ
CPC (Cost Per Click)
คือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการคลิก 1 ครั้ง
CPC = ค่าโฆษณา ÷ จำนวนคลิก
ตัวอย่างเช่น ใช้งบโฆษณา 5,000 บาท และมีคนคลิก 500 ครั้ง
CPC = 5,000 ÷ 500 = 10 บาทต่อคลิก
ตัวเลขนี้ช่วยให้รู้ว่าเรากำลังจ่ายเงินเพื่อดึงคนเข้ามาที่เว็บไซต์หรือหน้าปลายทางในราคาเท่าไร
4. ดูว่าโฆษณาสร้างลูกค้าได้จริงหรือไม่
สำหรับธุรกิจที่ต้องการลูกค้าติดต่อ เช่น บริษัทรับทำบัญชี คลินิก หรือเอเจนซีการตลาดออนไลน์ การดูจำนวนคลิกอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะสิ่งสำคัญคือ คลิกแล้วมีคนกลายเป็นลูกค้าหรือไม่
ตัวเลขที่ควรดู ได้แก่
Conversion
คือ การกระทำที่ธุรกิจต้องการให้ผู้ใช้ทำ เช่น
- กรอกแบบฟอร์ม
- โทรศัพท์เข้ามา
- ทักแชต
- สมัครสมาชิก
- ซื้อสินค้า
- ส่งคำขอใบเสนอราคา
ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์มีคนเข้าชม 1,000 คน และมี 30 คนกรอกแบบฟอร์มติดต่อ ถือว่าเกิด Conversion จำนวน 30 ครั้ง
Conversion Rate
คือ อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นผู้ที่ทำตามเป้าหมาย
Conversion Rate = (จำนวน Conversion ÷ จำนวนผู้เข้าชม) × 100
ตัวอย่างเช่น มีคนเข้าชมเว็บไซต์ 1,000 คน และมี 30 คนกรอกแบบฟอร์ม
Conversion Rate = (30 ÷ 1,000) × 100 = 3%
ตัวเลขนี้ช่วยให้รู้ว่าเว็บไซต์หรือ Landing Page สามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าเป้าหมายได้ดีแค่ไหน
5. ดูต้นทุนต่อลูกค้า (CPL / CPA)
หากเป้าหมายคือการหาลูกค้าใหม่ ตัวเลขที่สำคัญมากคือ ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า
CPL (Cost Per Lead)
คือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการได้ Lead 1 ราย
CPL = ค่าโฆษณา ÷ จำนวน Leads
ตัวอย่างเช่น ใช้งบโฆษณา 10,000 บาท และได้ Lead 50 ราย
CPL = 10,000 ÷ 50 = 200 บาทต่อ Lead
แต่ต้องระวังว่า Lead ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าเสมอไป
หาก Lead 200 บาทไม่สนใจซื้อ ขณะที่ Lead 500 บาทมีโอกาสปิดการขายสูงกว่า ธุรกิจอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจาก Lead ที่มีคุณภาพ
CPA (Cost Per Acquisition)
คือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการได้ Conversion ตามเป้าหมายที่กำหนด เช่น การซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก หรือการได้ลูกค้าใหม่
CPA = ค่าโฆษณา ÷ จำนวน Conversion
ตัวอย่างเช่น ใช้งบ 20,000 บาท และได้ลูกค้าใหม่ 10 ราย
CPA = 20,000 ÷ 10 = 2,000 บาทต่อลูกค้า
6. ดูยอดขายและรายได้ที่เกิดจากโฆษณา
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มยอดขาย การวัดผลควรไปไกลกว่าจำนวนคลิกหรือจำนวน Lead โดยต้องดูว่า โฆษณาสร้างรายได้กลับมาเท่าไร
ตัวเลขสำคัญ ได้แก่
- จำนวนคำสั่งซื้อ
- ยอดขาย
- รายได้จากโฆษณา
- มูลค่าเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ
- Conversion Value
ตัวอย่างเช่น ใช้งบโฆษณา 10,000 บาท และสร้างยอดขายได้ 50,000 บาท
แต่ต้องแยกให้ออกว่า ยอดขายไม่ใช่กำไร เพราะยังมีต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ดังนั้น หากต้องการวัดความคุ้มค่าทางธุรกิจจริง ๆ ควรดูทั้งรายได้และต้นทุนที่เกี่ยวข้องด้วย
7. ดู ROAS ว่าโฆษณาคุ้มค่าหรือไม่
ROAS (Return on Ad Spend) คือ อัตราผลตอบแทนจากค่าโฆษณา
ROAS = รายได้ที่เกิดจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา
ตัวอย่างเช่น ใช้งบโฆษณา 10,000 บาท และสร้างรายได้ 50,000 บาท
ROAS = 50,000 ÷ 10,000 = 5 เท่า
หมายความว่า ทุก ๆ 1 บาทที่ใช้โฆษณา สร้างรายได้กลับมา 5 บาท
แต่ต้องเข้าใจว่า ROAS 5 เท่าไม่ได้แปลว่ากำไร 5 เท่า เพราะยังต้องหักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
สำหรับธุรกิจบริการ เช่น เอเจนซีการตลาดออนไลน์ อาจต้องดูผลลัพธ์เพิ่มเติม เช่น จำนวนลูกค้าใหม่ รายได้จากลูกค้าใหม่ และระยะเวลาที่ลูกค้าใช้บริการ เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการทำโฆษณา
8. ดูคุณภาพของลูกค้า ไม่ใช่แค่จำนวน Lead
บางครั้งแคมเปญหนึ่งอาจได้ Lead จำนวนมาก แต่ปิดการขายได้น้อย ขณะที่อีกแคมเปญได้ Lead น้อยกว่า แต่มีลูกค้าที่ตรงกลุ่มมากกว่า
ดังนั้นควรติดตามตัวเลขต่อไปนี้ด้วย
- จำนวน Lead ที่ติดต่อได้จริง
- จำนวน Lead ที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมาย
- จำนวน Lead ที่นัดหมาย
- จำนวน Lead ที่เสนอราคา
- จำนวนลูกค้าที่ปิดการขาย
- มูลค่าการขายจากแต่ละแคมเปญ
ตัวอย่างเช่น
| แคมเปญ | Leads | ลูกค้าใหม่ | อัตราปิดการขาย |
|---|---|---|---|
| A | 100 | 5 | 5% |
| B | 50 | 10 | 20% |
แม้แคมเปญ A จะได้ Lead มากกว่า แต่แคมเปญ B สร้างลูกค้าใหม่ได้มากกว่า
จึงไม่ควรตัดสินประสิทธิภาพของโฆษณาจากจำนวน Lead เพียงอย่างเดียว
9. ดูผลลัพธ์ตามช่องทางโฆษณา
หากธุรกิจทำโฆษณาหลายช่องทาง เช่น Google Ads, Facebook Ads หรือ TikTok Ads ควรแยกดูผลลัพธ์ของแต่ละช่องทาง
ตัวอย่างเช่น
| ช่องทาง | งบโฆษณา | Leads | CPL |
|---|---|---|---|
| Google Ads | 20,000 บาท | 40 | 500 บาท |
| Facebook Ads | 20,000 บาท | 80 | 250 บาท |
| TikTok Ads | 20,000 บาท | 100 | 200 บาท |
จากตัวเลขนี้ TikTok Ads มี CPL ต่ำที่สุด แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเป็นช่องทางที่ดีที่สุด เพราะต้องดูต่อว่า Lead จากแต่ละช่องทางมีคุณภาพและปิดการขายได้มากน้อยแค่ไหน
ช่องทางที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ช่องทางที่ได้ Lead ถูกที่สุด แต่เป็นช่องทางที่สร้างลูกค้าที่มีคุณภาพและสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้มากที่สุด
10. ใช้เครื่องมืออะไรในการวัดผล?
การวัดผลโฆษณาสามารถใช้เครื่องมือหลายประเภท เช่น
แพลตฟอร์มโฆษณา
เช่น Google Ads, Meta Ads และ TikTok Ads ซึ่งช่วยดูข้อมูลการแสดงผล การคลิก ค่าใช้จ่าย และ Conversion ที่เกิดขึ้นจากแคมเปญ
Google Analytics 4 (GA4)
ใช้ติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ เช่น แหล่งที่มาของผู้เข้าชม หน้าที่เข้าชม และ Conversion ที่เกิดขึ้น
Google Tag Manager (GTM)
ใช้ช่วยติดตั้งและจัดการ Tracking Code หรือ Event ต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลการกระทำของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์
CRM หรือระบบจัดการลูกค้า
ช่วยติดตามว่า Lead ที่ได้จากโฆษณาเปลี่ยนเป็นลูกค้าจริงหรือไม่ และสร้างรายได้ให้ธุรกิจเท่าไร
การเชื่อมข้อมูลจากโฆษณา เว็บไซต์ และระบบขายเข้าด้วยกัน จะช่วยให้เห็นภาพผลลัพธ์ได้แม่นยำมากขึ้น
11. วัดผลโฆษณาอย่างไรให้ถูกต้อง?
การวัดผลที่ดีควรทำเป็นขั้นตอน
1. กำหนดเป้าหมาย
ต้องการยอดขาย Lead หรือการรับรู้แบรนด์?
2. กำหนด Conversion ที่ต้องการ
เช่น การกรอกแบบฟอร์ม การโทร หรือการซื้อสินค้า
3. ติดตั้ง Tracking ให้ครบ
เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลผลลัพธ์จากโฆษณาได้
4. ดูตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย
ไม่ใช่ดูแค่ Reach หรือ CTR แต่ต้องดูผลลัพธ์ปลายทางด้วย
5. เปรียบเทียบผลลัพธ์กับต้นทุน
ดูว่าใช้งบเท่าไร และได้ผลลัพธ์กลับมาเท่าไร
6. นำข้อมูลไปปรับปรุงแคมเปญ
เช่น ปรับกลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนครีเอทีฟ ปรับ Landing Page หรือปรับงบโฆษณา
การวัดผลการทำโฆษณาไม่ใช่แค่การดูว่าโฆษณามีคนเห็นมากแค่ไหน
แต่ต้องดูว่า โฆษณาสามารถสร้างผลลัพธ์ตามเป้าหมายของธุรกิจได้จริงหรือไม่
หากต้องการสร้างการรับรู้ อาจดู Reach และ Impressions หากต้องการเพิ่มลูกค้า ควรดู Leads, CPL และ Conversion Rate และหากต้องการเพิ่มยอดขาย ควรดู Revenue, CPA และ ROAS ร่วมกับกำไรที่เกิดขึ้นจริง
เพราะสุดท้ายแล้ว โฆษณาที่ดีไม่ใช่โฆษณาที่มีตัวเลขสวยที่สุด แต่คือโฆษณาที่สร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้อย่างคุ้มค่า
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!



