ควรหยุดโฆษณาไหมช่วงเศรษฐกิจไม่ดี?
ข้อมูลจาก Recession จริงบอกไว้อย่างนี้
ควรหยุดโฆษณาไหมช่วงเศรษฐกิจไม่ดี? ข้อมูลจาก Recession จริงบอกไว้อย่างนี้
ลองนึกภาพนี้ครับ — ประชุมทีมช่วงปลายเดือน ยอดขายตกกว่าที่คาด มีคนพูดขึ้นมาว่า “งั้นเดือนหน้าลองหยุดยิงแอดก่อนแล้วกัน จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายก่อน” ทุกคนก็พยักหน้า เพราะฟังดูสมเหตุสมผล
ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดครับ เป็นสัญชาตญาณปกติของคนทำธุรกิจ แต่ข้อมูลจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตบอกอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก และบางครั้งก็สวนทางกับสิ่งที่เราคิด
บทความนี้ไม่ได้จะบอกให้คุณ “ทุ่มเงินต่อไปโดยไม่คิด” ครับ แต่จะช่วยให้คุณตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ไม่ใช่ความกลัว
เศรษฐกิจไม่ดี → หยุดโฆษณา: ตรรกะที่ดูสมเหตุสมผล แต่มีจุดบอด
เหตุผลที่ทุกคนมักคิดก็คือ ยอดขายตก → ต้องลดค่าใช้จ่าย → โฆษณาเป็นรายการแรกๆ ที่ตัดได้ เพราะมันดูเหมือน “ไม่จำเป็น” ในระยะสั้น
ปัญหาคือ โฆษณาไม่ใช่ค่าใช้จ่ายแบบที่เราคิดครับ มันคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของรายได้ เพราะถ้าไม่มีคนรู้จักสินค้าคุณ ไม่มีคนเห็นโปรโมชัน ไม่มีคนเข้ามาสอบถาม — ยอดขายจะมาจากไหน?
ลองใช้อุปมานี้ครับ: การหยุดโฆษณาตอนยอดตก เหมือนกับเจ้าของร้านที่ปิดป้ายหน้าร้านเพราะกลัวลูกค้าเข้ามาน้อย แต่ถ้าไม่มีป้าย ลูกค้าจะรู้ได้ยังไงว่าร้านยังเปิดอยู่?
งานวิจัยบอกอะไร? ข้อมูลจาก Recession ที่ผ่านมา
นี่คือส่วนที่น่าสนใจมากครับ เพราะมีข้อมูลจริงจากวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งที่นักวิจัยเก็บไว้
McGraw-Hill Research: บริษัทที่ไม่หยุดโฆษณา ชนะในระยะยาว
McGraw-Hill Research ศึกษาบริษัทกว่า 600 แห่งในช่วง recession ปี 1981–1982 และพบว่าบริษัทที่ยังคงลงทุนด้านการตลาดต่อในช่วงวิกฤต มี market share เพิ่มขึ้นสูงกว่าคู่แข่งถึง 3.5 เท่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ยิ่งกว่านั้น บริษัทที่ไม่ลดงบโฆษณามียอดขายเพิ่มขึ้น 256% ภายใน 3 ปีหลัง recession จบ
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ เพราะในขณะที่คู่แข่งถอย ลูกค้ายังจำแบรนด์ที่ยังปรากฏตัวอยู่เสมอได้ดีกว่า
Procter & Gamble: เพิ่มงบตอนวิกฤต กลายเป็น Market Leader
P&G ไม่ได้แค่ “ไม่ตัดงบ” ในช่วง Great Depression ครับ แต่เพิ่มงบโฆษณาด้วยซ้ำ ผลลัพธ์คือกลายเป็น market leader ในหลายหมวดสินค้าที่ยังครองอยู่จนถึงทุกวันนี้
บทเรียนสำคัญที่ได้คือ เมื่อคู่แข่งถอยออกไป พื้นที่สื่อจะว่างลง และราคาโฆษณาจะถูกลงโดยอัตโนมัติ บริษัทที่กล้าอยู่ต่อจึงได้ทั้ง visibility มากขึ้น ในราคาที่ต่ำลง
Amazon ในวิกฤต Dot-com ปี 2001
ในวิกฤต Dot-com บริษัท e-commerce หลายร้อยเจ้าล้มหายตายจากไปพร้อมกัน แต่ Amazon เลือกทุ่มการตลาดต่อ ผลลัพธ์ที่เราเห็นกันทุกวันนี้คือ Amazon กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่แทบไม่มีใครเอาชนะได้
แน่นอนว่า Amazon ไม่ใช่ SME ครับ แต่หลักการเดียวกันใช้ได้ในทุกขนาดธุรกิจ เพราะช่วงที่คู่แข่งถอยคือโอกาสทอง ไม่ใช่สัญญาณให้ถอยตาม
ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ค่าโฆษณาเปลี่ยนไปยังไง?
ยิ่งกว่านั้น ยังมี insight ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้อีกข้อหนึ่งครับ — ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ ตลาดโฆษณาจะ “ลดราคา” ให้เองโดยอัตโนมัติ
เพราะเมื่อผู้ลงโฆษณาถอนตัวออกจากตลาด การแข่งขัน bidding ก็ลดลง CPM (ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง) และ CPC (ต้นทุนต่อคลิก) จึงปรับตัวลงตามกลไกตลาด
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือช่วง COVID-19 ปี 2020 ครับ CPM บน Facebook ลดลงเฉลี่ย 30–50% ในหลายอุตสาหกรรม บริษัทที่ยังรัน ads อยู่จึงได้ reach มากขึ้นในงบเท่าเดิม หรือประหยัดงบลงในขณะที่ยังรักษา reach ได้
| ตัวชี้วัด | ช่วงปกติ | ช่วงเศรษฐกิจชะลอ |
|---|---|---|
| CPM Facebook/Google | สูง (คู่แข่งเยอะ) | ต่ำกว่า 20–50% |
| การแข่งขัน Bidding | สูง | ลดลงชัดเจน |
| โอกาสสร้าง Brand Recall | ปกติ | เพิ่มขึ้น (คู่แข่งหายไป) |
| ต้นทุนต่อ Lead | สูงกว่า | มักต่ำกว่าช่วงปกติ |
พูดง่ายๆ คือ ช่วงที่ทุกคนกลัวและถอย คือช่วงที่งบโฆษณาของคุณ “ทำงานได้คุ้มค่ากว่า” ครับ
จากประสบการณ์ที่ SMEJUMP ทำงานกับลูกค้า SME มาหลายปี เราพบว่าลูกค้าที่กล้ารักษางบโฆษณาไว้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอ มักได้ cost per lead ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยปกติอยู่พอสมควร เพราะคู่แข่งในหมวดเดียวกันลดงบลง ส่งผลให้ตำแหน่งโฆษณาของพวกเขาดีขึ้นในราคาเท่าเดิม
ดังนั้นถ้าคุณกำลังคิดจะปรับกลยุทธ์การโฆษณาให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทีมงาน SMEJUMP พร้อมช่วยวิเคราะห์งบ Facebook Ads และหา channel ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะครับ
แต่ถ้างบจริงๆ ไม่พอ ควรทำยังไง?
ผมไม่ได้จะบอกให้ทุกคนทุ่มเงินต่อโดยไม่คิดนะครับ เพราะบางธุรกิจมีข้อจำกัดด้านเงินทุนจริงๆ ดังนั้นถ้างบจำกัด ให้คิดแบบนี้แทน
1. เลือก Priority Channel แทนการหยุดทุกอย่างพร้อมกัน
ก่อนอื่น อย่าตัดทุก channel พร้อมกันครับ ให้ดูก่อนว่า channel ไหนให้ ROAS หรือ cost per lead ดีที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แล้วโยกงบมารวมที่นั่น
ตัวอย่างเช่น ถ้า Google Ads ให้ lead ที่ปิดการขายได้ดีกว่า Facebook Ads ให้ลด Facebook 50% แล้วนำงบนั้นมาเสริม Google แทน เพราะคุณยังโฆษณาอยู่ แต่โยกงบไปที่คุ้มกว่า
2. เปลี่ยนจาก Acquisition มาเป็น Retention
ช่วงเศรษฐกิจยาก การรักษาลูกค้าเดิมถูกกว่าหาลูกค้าใหม่ประมาณ 5–7 เท่าครับ ดังนั้นให้โยกงบส่วนหนึ่งมาทำ retargeting ลูกค้าที่เคยซื้อหรือเคยสนใจสินค้า เพราะ conversion rate จะสูงกว่า cold audience มาก
3. ใช้โอกาสสร้าง Brand Awareness ในราคา Performance
เนื่องจาก CPM ต่ำลงในช่วงนี้ คุณสามารถสร้าง brand recognition ได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติ ลูกค้าที่เห็นแบรนด์คุณตอนนี้ จะนึกถึงคุณก่อนเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นและพร้อมจะซื้อครับ
นอกจากนี้ สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรับกลยุทธ์ Google Ads ให้เหมาะกับงบที่มีอยู่ การวางแผน keyword และ bidding strategy ที่ดีจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดจากงบที่จำกัดครับ
สัญญาณที่บอกว่า “ควรหยุดโฆษณาจริงๆ” มีไหม?
มีครับ แต่มีเงื่อนไขที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ความรู้สึกกลัว
เงื่อนไขที่ 1: ROAS ต่ำกว่า 1 ต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน และคุณได้ optimize แล้วอย่างจริงจัง แต่ตัวเลขยังไม่ดีขึ้น — แบบนี้หยุดแล้วรีวิว strategy ใหม่ได้ครับ
ถัดมา เงื่อนไขที่ 2: สินค้าหรือบริการยังหาจุดลงตัวกับตลาดไม่เจอ — คนเห็นแล้วไม่ซื้อ ไม่ใช่เพราะโฆษณาไม่ดี แต่เพราะสิ่งที่ขายยังไม่ใช่สิ่งที่คนต้องการจริงๆ แบบนี้ยิงแอดเพิ่มก็ไม่ต่างกันครับ ต้องกลับไปแก้ที่ตัวสินค้าก่อน
และ เงื่อนไขที่ 3: Cash flow วิกฤตจนต้องเลือกระหว่าง “จ่ายเงินเดือนพนักงาน vs. ยิงแอด” — แบบนี้ดูแลทีมงานก่อนครับ แล้วค่อยกลับมาวางแผนโฆษณาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น
ถ้าคุณไม่ได้อยู่ใน 3 กรณีนี้ — การหยุดโฆษณาเพราะ “กลัว” คือการตัดสินใจจากความรู้สึก ไม่ใช่ข้อมูล และมักเป็นการตัดสินใจที่เสียโอกาสมากกว่าที่คิดครับ
ท้ายสุด ผมขอฝากแนวคิดนี้ไว้
ท้ายที่สุดแล้ว ในช่วงที่คู่แข่งถอย ตลาดโฆษณาราคาถูกลง และลูกค้ายังต้องการสินค้าและบริการอยู่ — แบรนด์ที่กล้าอยู่ต่อคือแบรนด์ที่มักชนะในระยะยาวครับ
ข้อมูลจาก recession ที่ผ่านมาบอกชัดเจนว่า การตัดสินใจบนพื้นฐานของความกลัวในระยะสั้น มักทำให้เสียพื้นที่ตลาดที่ใช้เวลาหลายปีในการสร้างกลับมา เพราะฉะนั้นถ้าจะปรับ ให้ปรับแบบมีกลยุทธ์ ไม่ใช่หยุดทั้งหมดเพราะตื่นตระหนก
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าควรปรับงบโฆษณายังไงในช่วงนี้ ทีม SMEJUMP ยินดีช่วยปรึกษาฟรีและวิเคราะห์งบโฆษณาให้ครับ ไม่มีข้อผูกมัด เพราะเราเชื่อว่าการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ในฐานะ partner ทางธุรกิจ
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!




