ค่าบริการทำ Google Ads: คู่มือเลือกเอเจนซี่แบบไม่โดนหลอก
เจาะลึกทั้ง 3 รูปแบบการคิดค่าบริการ Google Ads ที่มีในตลาด เพื่อให้คุณเลือกเอเจนซี่ได้อย่างมั่นใจ
ค่าบริการทำ Google Ads: คู่มือเลือกเอเจนซี่แบบไม่โดนหลอก
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเอเจนซี่แต่ละที่ ถึงเสนอราคาค่าบริการทำ Google Ads ต่างกันมาก? บางที่บอกว่า “เหมาจ่าย 5,000 บาท รันได้ตลอด 24 ชั่วโมง” บางที่บอกว่า “คิดตามเปอร์เซ็นต์งบโฆษณา” หรือบางที่บอกว่า “คิดตาม Lead ที่ได้” แล้วแบบไหนคุ้มที่สุด? แบบไหนโปร่งใสจริง?
วันนี้เราจะพาคุณมาเจาะลึกทั้ง 3 รูปแบบการคิดค่าบริการ Google Ads ที่มีในตลาด พร้อมเปิดเกมการคิดราคาที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อให้คุณเลือกเอเจนซี่ได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องกลัวโดนหลอกอีกต่อไป
ทำไมต้องเข้าใจวิธีคิดค่าบริการ Google Ads?
ก่อนจะไปดูรายละเอียด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ การทำ Google Ads นั้น คุณจะต้องจ่ายเงิน 2 ส่วน คือ ค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Google กับ ค่าบริการที่จ่ายให้เอเจนซี่ ซึ่งถ้าเอเจนซี่ไม่แยกให้เห็นชัดเจน คุณก็จะไม่รู้เลยว่า เงินที่จ่ายไป แท้จริงแล้วไปอยู่ที่ไหนบ้าง
ลองนึกภาพว่า คุณจ่ายเงินไป 20,000 บาทต่อเดือน แต่ไม่รู้ว่าเป็นค่าโฆษณาจริงๆ กี่บาท เป็นค่าแรงเอเจนซี่กี่บาท หรือแย่กว่านั้น โฆษณาของคุณอาจจะไม่ได้แสดงเท่าที่คิด เพราะเอเจนซี่ตั้งงบต่ำเอาไว้ แล้วเก็บส่วนต่างไปเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดมากกว่าที่คุณคิด
3 รูปแบบการคิดค่าบริการทำ Google Ads ที่ต้องรู้
1. คิดค่าบริการแบบรายเดือน (Monthly Retainer) – โปร่งใสที่สุด
รูปแบบนี้เป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ชัดเจน โดยแยกค่าโฆษณาและค่าบริการให้เห็น เช่น งบโฆษณา 15,000 บาท + ค่าบริการ 4,500 บาท = รวม 19,500 บาทต่อเดือน
ข้อดี:
- คุณรู้ว่าเงินที่จ่ายไป ไปอยู่ที่ไหนบ้างแบบชัดเจน
- ควบคุมงบประมาณได้ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
- สามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้จริง ผ่านรายงานที่เอเจนซี่ส่งให้
- ค่าโฆษณาทั้งหมดถูกใช้จริง ไม่มีการ “เก็บส่วนต่าง”
ข้อควรระวัง:
- ต้องเลือกเอเจนซี่ที่ส่งรายงานครบถ้วน มีความโปร่งใส
- ค่าบริการจะแปรผันตามงบโฆษณา โดยทั่วไปอยู่ที่ 15-30% ของงบโฆษณา
งบโฆษณาขั้นต่ำที่แนะนำ: 15,000-20,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอในการปรับแต่งและทดสอบ
ค่าบริการมาตรฐาน: เริ่มต้น 4,500 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแคมเปญ)
สิ่งที่ได้รับ:
- การวิเคราะห์และคัดเลือกคีย์เวิร์ด
- เขียนข้อความโฆษณา (Ad Copy)
- ติดตั้ง Google Tag และ Conversion Tracking
- รายงานผลประจำสัปดาห์
- ประชุมรีวิวผลงานทุกเดือน (ในบางเอเจนซี่)
2. คิดค่าบริการแบบเหมาคีย์เวิร์ด (Fixed Package) – ระวังให้ดี
รูปแบบนี้คือการกำหนดราคาตายตัว เช่น “5 คีย์เวิร์ด 3,000 บาท รันโฆษณา 24 ชั่วโมง” ฟังดูดี แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ทำไมรูปแบบนี้ถึงมีปัญหา?
Google Ads คิดค่าโฆษณาแบบ Pay Per Click (PPC) หมายความว่า คุณจ่ายเงินทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณา ไม่ใช่จ่ายแบบเหมาจ่าย ดังนั้น เมื่อเอเจนซี่บอกว่า “เหมา 3,000 บาท รันได้ตลอด” คุณต้องถามตัวเองว่า:
- จาก 3,000 บาท เป็นค่าโฆษณาจริงๆ กี่บาท?
- ถ้าคีย์เวิร์ดแพง คลิกละ 50 บาท แล้วจะได้คลิกกี่ครั้ง?
- โฆษณาจะแสดงได้จริงหรือไม่ เมื่องบหมดก่อนสิ้นเดือน?
กลเม็ดที่มักเจอ:
- เอเจนซี่อาจตั้งค่าให้โฆษณาแสดงเฉพาะในรัศมีแคบๆ รอบๆ ร้านคุณ ทำให้คุณเห็นโฆษณาตัวเองตลอด แต่คนอื่นไม่เห็น
- จำกัดเวลาแสดงโฆษณาเฉพาะช่วงที่มีการค้นหาน้อย เพื่อให้งบอยู่ได้ทั้งเดือน
- ไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่า มีการคลิกกี่ครั้งจริงๆ
คำแนะนำ: หลีกเลี่ยงรูปแบบนี้ โดยเฉพาะถ้าเอเจนซี่ไม่ยอมแสดงรายงานที่ละเอียด
3. คิดค่าบริการตามผลลัพธ์ (Performance-Based) – เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่
รูปแบบนี้เน้นไปที่ผลลัพธ์ที่วัดได้ เช่น จำนวน Lead (ข้อมูลลูกค้า) ที่ได้รับ โดยกำหนด Cost Per Lead (CPL) ที่ชัดเจน
ตัวอย่าง: ต้องการ 1,000 Lead ต่อเดือน โดย CPL ไม่เกิน 500 บาท = งบทั้งหมด 500,000 บาทต่อเดือน
การทำงานในรูปแบบนี้มักเป็นธุรกิจที่มีวงจรการขายที่ยาว เช่น:
- อสังหาริมทรัพย์ (บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม)
- รถยนต์ป้ายแดง
- ประกันภัย
- บริการ B2B
ข้อดี:
- เอเจนซี่มี commitment ที่ชัดเจนต่อผลลัพธ์
- คุณจ่ายเงินตามสิ่งที่ได้รับจริง
- เหมาะกับธุรกิจที่มีงบโฆษณาสูงและต้องการผลลัพธ์ที่แน่นอน
ข้อควรระวัง:
- เอเจนซี่ต้องคำนวณเงินเผื่อ (buffer) ไว้ 30-50% เพื่อให้ถึง KPI ทำให้ค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าการทำแบบรายเดือนปกติ
- ต้องมีการวัดผล Conversion ที่แม่นยำ
- เอเจนซี่ต้องมีประสบการณ์ในธุรกิจแบบเดียวกันจริงๆ เพื่อจะคำนวณ KPI ได้ถูกต้อง
คำแนะนำ: ไม่แนะนำสำหรับ SME หรือธุรกิจที่มีงบจำกัด เพราะค่าใช้จ่ายจะสูงเกินความจำเป็น
SMEJUMP เลือกใช้รูปแบบไหน และทำไม?
ที่ SMEJUMP เราเลือกใช้รูปแบบรายเดือนแบบโปร่งใส เพราะเราเชื่อว่า ความไว้วางใจเริ่มต้นจากความชัดเจน เราแยกค่าโฆษณาและค่าบริการให้ลูกค้าเห็นอย่างชัดเจน และส่งรายงานทุกสัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้เองว่า เงินที่จ่ายไปถูกใช้อย่างไร
เมื่อคุณทำงานกับบริษัทรับทำ Google Ads ที่มีความโปร่งใส คุณจะได้รับ:
- รายงานประจำสัปดาห์ ที่แสดงค่าโฆษณาที่ใช้จริง จำนวนคลิก และผลลัพธ์ต่างๆ
- การประชุมรีวิวผลงานทุกเดือน เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับธุรกิจ
- ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง สิ่งที่คุณเห็นในใบเสนอราคา คือสิ่งที่คุณจ่ายจริง
- ความยืดหยุ่น สามารถปรับงบโฆษณาได้ตามฤดูกาลหรือโปรโมชันของธุรกิจ
เช็กลิสต์: สิ่งที่ต้องถามก่อนจ้างเอเจนซี่ Google Ads
ไม่ว่าคุณจะเลือกเอเจนซี่ไหน อย่าลืมถามคำถามเหล่านี้:
เรื่องค่าใช้จ่าย:
- ค่าโฆษณาและค่าบริการแยกกันหรือไม่? ถ้าแยก เป็นเท่าไหร่?
- มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่นๆ ไหม? เช่น ค่าตั้งค่าครั้งแรก ค่า setup
- ถ้างบโฆษณาหมดก่อนสิ้นเดือน จะเกิดอะไรขึ้น?
- สามารถปรับงบโฆษณาเพิ่ม-ลดได้ไหม?
เรื่องความโปร่งใส:
- มีการส่งรายงานบ่อยแค่ไหน? รายงานมีอะไรบ้าง?
- ลูกค้าสามารถเข้าถึง Google Ads Account ได้เองไหม?
- มีการประชุมรีวิวผลงานไหม? บ่อยแค่ไหน?
- ถ้าไม่พอใจผลงาน สามารถยกเลิกสัญญาได้ไหม? มีเงื่อนไขอย่างไร?
เรื่องประสบการณ์:
- เคยทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือคล้ายกันไหม?
- มี Case Study หรือผลงานที่แสดงได้ไหม?
- ทีมงานมีคุณสมบัติอย่างไร? มี Google Partner หรือไม่?
ข้อผิดพลาดที่มักเจอเมื่อจ้างเอเจนซี่ Google Ads
1. เลือกตามราคาถูกที่สุด
การทำ Google Ads ไม่ใช่แค่กดปุ่ม “เปิดโฆษณา” แล้วเสร็จ มันต้องมีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด เขียน Ad Copy ที่ดึงดูดใจ ปรับ Bidding Strategy และทดสอบอย่างต่อเนื่อง ถ้าราคาถูกเกินไป คุณอาจได้แค่การตั้งค่าเบื้องต้น โดยไม่มีการดูแลอย่างจริงจัง
2. ไม่อ่านสัญญาให้ละเอียด
หลายคนมักมองข้ามรายละเอียดในสัญญา เช่น ระยะเวลาผูกมัดขั้นต่ำ เงื่อนไขการยกเลิก หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อ่านให้ละเอียดและถามให้ชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา
3. ไม่ติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ
แม้จะจ้างเอเจนซี่ คุณก็ควรติดตามผลงานอยู่เสมอ เพราะคุณคือคนที่เข้าใจธุรกิจตัวเองดีที่สุด ถ้าเห็นว่าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ต้องพูดคุยกับเอเจนซี่ทันที
4. คาดหวังผลลัพธ์ทันที
Google Ads ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับแต่ง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนแรก อย่าหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก ให้เวลาเอเจนซี่ในการทดสอบและหา sweet spot ของแคมเปญ
งบโฆษณาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?
คำถามที่ได้รับบ่อยมากคือ “ผมควรใช้งบเท่าไหร่?” คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ปัจจัยที่ต้องพิจารณา:
- ราคาสินค้า/บริการ: ถ้าขายสินค้าราคาสูง ก็ควรมีงบโฆษณาที่สูงขึ้นตาม
- ความแข่งขันของคีย์เวิร์ด: คีย์เวิร์ดที่แข่งสูง เช่น “รับทำ Google Ads” อาจมีราคาคลิกละ 100-150 บาท
- เป้าหมายที่ต้องการ: ต้องการกี่ Lead ต่อเดือน? ยิ่งต้องการมาก ยิ่งต้องใช้งบสูง
- ฤดูกาล: บางช่วงเวลาอาจมีการแข่งขันสูงกว่าปกติ
งบแนะนำสำหรับ SME:
- งบขั้นต่ำ: 15,000-20,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอในการวิเคราะห์
- งบที่เหมาะสม: 30,000-50,000 บาทต่อเดือน สำหรับธุรกิจที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
- งบสำหรับการเติบโต: 50,000 บาทขึ้นไป เมื่อเห็นว่าแคมเปญให้ผลลัพธ์ดี และต้องการขยายผล
อย่าลืมว่า การทำ Google Ads เป็นการลงทุน ไม่ใช่การเสียเงิน ถ้าทำถูกต้อง ROI ที่ได้จะคุ้มค่ากว่างบที่ลงไปมาก
สรุป: เลือกอย่างไรให้ได้เอเจนซี่ที่ใช่
ถ้าคุณเป็นธุรกิจ SME ที่มีงบจำกัดและต้องการความคุ้มค่า คำแนะนำของเราคือ:
- เลือกเอเจนซี่ที่คิดค่าบริการแบบรายเดือน และแยกค่าโฆษณา-ค่าบริการให้เห็นชัดเจน
- หลีกเลี่ยงการเหมาจ่ายแบบคีย์เวิร์ด เพราะมีโอกาสสูงที่เงินจะไม่ถูกใช้เต็มที่
- เลือกเอเจนซี่ที่มีความโปร่งใส ส่งรายงานสม่ำเสมอ และยินดีให้คุณเข้าถึงข้อมูลในบัญชี
- ดูประสบการณ์และผลงาน ไม่ใช่แค่ราคา
- อ่านสัญญาให้ละเอียด ก่อนตัดสินใจ
ส่วนถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ที่เน้น Lead และพร้อมลงทุนสูง การใช้ Performance-Based Model ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่อย่าลืมเลือกเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจแบบเดียวกันจริงๆ เพื่อจะได้คำนวณ KPI ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด
การเลือกเอเจนซี่ Google Ads ที่ดี ไม่ใช่แค่เลือกคนที่ทำโฆษณาให้ แต่เป็นการเลือกพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่จะช่วยให้คุณเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้น ใช้เวลาในการเลือก ถามคำถามให้ครบ และเลือกอย่างรอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจคุณในระยะยาว
ส่งข้อมูลถึงเรา
ติดต่อขอข้อมูล และรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจของคุณได้ฟรี!




